สวัสดีครับ คุณ"มัทนา"

ที่เขียนไว้ข้างบนนี้ มีหลายประเด็นครับ  คิดว่าน่าจะมีดังนี้

(๑) ประเด็นเกี่ยวกับความหมาย  คือ "จิต"(Mind) กับ "วิญญาณ"(Soul) 

เรื่องนี้ ในหมู่พระและคนทั่วไป ยังใช้ในความหมายปะปนกัน ระหว่างคำ "จิต" (Mind) กับ "วิญญาณ" (Soul)   แต่ในหมู่นักจิตวิทยาปัจจุบัน  ใช้คำ "จิต" - Mind คำเดียวครับ  (แต่ในอดีตใช้คำ "จิต - วิญญาณ" หรือ "Mind - Soul" แทนที่กันได้)

(๒) ประเด็น "ผู้เห็น" กับ "ผู้ถูกเห็น"   การแก้ปัญหานี้ในอดีตใช้วิธี "สมมุติ God" ขึ้นมา  แล้วยกให้เป็นเรื่องของพระเจ้าไปครับ (ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์ทั่วๆไปคิดว่า God นั้น ที่แท้ก็คือ Nature นี่เองครับ)

จากปัญหานี้  ได้มีหลายทฤษฎีช่วยแก้ปัญหาให้ เช่น ทฤษฎี The Psychophysical Parrallelism  อธิบายว่า Body - Mind คู่ขนานกัน  โดย Mind ได้มาโดย God ประทานให้,  ทฤษฎี The Interactionism   อธิบายว่า Body - cause - Mind, Mind - cause - Body , ทฤษฎี The Epiphenominalism  อธิบายว่า ที่แท้จริงแล้ว Mind เปรียบเหมือน "เงา" ของ Body ( ถ้าไม่มีกาย(วัตถุหรือสมอง)แล้ว ก็หามี Mind ไม่)  ทฤษฎี The Identity Theory แก้ปัญหาให้ว่า  "Mind is brain, or brain is mind "  นั่นคือ  แท้จริงแล้ว "ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Mind"  ที่มีก็แต่ Brain เท่านั้น  ทฤษฎีเหล่านี้ก็ได้พยายามช่วยแก้ปัญหาให้  นักวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาก็ใช้เป็น "แนวทาง" ในการศึกษา "จิต"(Mind) ของคนสืบมา  ในช่วงปี 1900 - 1960 โดยประมาณ  นักจิตวิทยาบางส่วน หลงไหลทฤษฎ หลังสุดมาก  แต่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ผสมผสานระหว่าง Epiphenominalism กับ Identity Theory ครับ

(๓) การทดลอง เกี่ยวกับ "Brain activities "  (Procesess ของ Body/Material) กับ "ความรู้สึกคิด"(Mind/Immaterial) ชี้ว่า "มีสองกระบวนการจริง"คือ "กระบวนการทางกาย - ปริมาณเลือดในสมอง"ณ บริเวณที่"คิด" (จิต)กับ"การคิด"(จิต - Mind) แต่ ผล "ไม่ได้"ชี้ว่า"อะไรเป็นสาเหตุของอะไร" ครับ จึงบอกไม่ได้ว่าผลสนับสนุนทฤษฎีไหน (หรือว่าผู้วิจัยบอกเอาไว้ ?)

เรายังต้องศึกษากันต่อไปครับ  แต่โลกของเราโชคดีขึ้นครับ เพราะมีคนหนุมสาวหันมาสนใจเรื่องเหล่านี้กันมากขึ้น จะได้ช่วยกันค้นคว้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งครับ

ดร.ไสว เลี่ยมแก้ว