หากพูดถึงงานสงกรานต์ในปีนี้ มันเป็นประสบการณ์อีกครั้งในการดำเนินกิจกรรมที่จะไม่มีวันลืม ผมทำงานร่วมกับองค์กการนิสิตมาตั้งแต่ปี 53 แต่ในฐานะผู้ช่วยงานและไม่มีตำแหน่งใด ๆ ในองค์กร แต่งานสงกรานต์ปีนี้ผมได้รับโอกาสจากคำนิสิตช่วยงาน มาเป็นตำแหน่ง นายกค์การนิสิต ซึ่งถือว่าการเปลี่ยนแปลงสถานะผู้ดำเนินงานครั้งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตพอสมควร งานปีนี้ผมและทีมงานประชุมกันตั้งแต่เนิ้น ๆเพราะเป็นงานแรกขององค์การนิสิตชุดใหม่ที่ต้องรับผิดชอบ ผมและทีมงานจึงได้ใช้ชื่อโครงการครั้งนี้ว่า "เอ้พระฮดสรงน้ำบุญเดือนห้า สืบประเพณีมหาสงกรานต์ มมส" 

 จากตำแหน่งนิสิตช่วยงานในงานสงกรานต์ปีที่ผ่านมา ในตำแหน่งพิธีกร กลายมาเป็นนายกองค์การนิสิตในปีนี้ จึงพอจะรับทราบปัญหาจากปีที่ผ่านมา เพื่อนำกลับมาแก้ไขในปีนี้ได้ ตามหลักการบริหารจัดการโครงการแบบ PDCA

วิธีการจัดการโครงการในปีนี้ จากปัญหาเมื่อปีที่ผ่านมา

1.ผู้เข้าร่วมโครงการพิธีเปิดน้อย เพราะพิธีเปิดอยู่ในช่วงเย็นหลังจากเสร็จการประกวดผู้สูงอายุสุขภาพดี ชาวบ้านที่มางานจึงกลับก่อน อยู่ร่วมพิธีเปิดค่อนข้างน้อย  การแก้ไขปัญหาปีนี้ เลยเอาพิธีเปิดมาอยู่ในช่วงบ่ายโมง เพราะเป็นช่วงที่ขบวนแห่รถบุปผชาติเสร็จสิ้นพอดี ทำให้คนร่วมงานเยอะขึ้นเพราะหลังจากเดินเสร็จทุกคนก็จะมาร่วมพิธีเปิด และการประกวดผู้สูงอายุก็เริ่มประมาณบ่ายสองโมง ทำให้กองเชียร์จากชุมชน ที่จะมาคอยเชียร์ผู้เข้าประกวดผู้สูงอายุมาร่วมงานจำนวนมาก

2.เรื่องงบประมาณ จากปัญหาปีที่ผ่านมาเรื่องงบประมาณสำหรับสโมสรที่ตัดไว้น้อยมากบางสโมสรมีแค่ 3000 บาท ปีนี้ผมจึงจัดสรรสนับสนุนกิจกรรมเพิ่มเติมให้สโมรนิสิตอีกสโมรสรละ 1500 บาท ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่า 1500 บาทที่ผมจัดสรรให้นั้น คุ้มค่ามาก ๆ เพราะนอกจากสโมสรนิสิตพึงพอใจแล้ว สิ่งที่สโมสรนิสิตสรรสร้างขึ้นมากับรูปแบบขบวนนั้น เกินคำจะบรรยาย หรือแทบจะบอกว่า 1500บาท ที่สโมรนิสิตขอมาแค่ค่าชุดแพร ผมก็ยังอยากจะถามว่า "พอไหม" แต่ถึงอย่างไรถึงจะ นั้น เงินที่ผมจัดสรรให้ในกิจกรรในครั้งนี้อาจจะไม่มากมายอะไร แต่มันคือสิ่งที่ช่วยเพิ่มกำลังใจให้กับองค์กรผู้ร่วมงาน  เพราะปีที่ผ่านมาไม่มีหารจัดสรรให้

3.ปีที่ผ่านมาไม่มีเงินรางวัลขบวนและการประกวดต่าง ๆ ปีนี้ผมจึงจัดสรรให้มีเงินรางวัลด้วยซึก็มากพอสมควร ทำให้สโมสรนิสิตมีกลังใจในการแข่งขัน สรรสร้างงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว

4.ชุมชุนกับมหาวิทยาลัย ปีนี้ผมให้แต่ละสโมสรนิสิตแต่ละคณะไปหาผู้สูงอายุมาร่วมงาน หนึ่งคณะ หนึ่งหมู่บ้าน เพราะนอกจากจะมาประกวดผู้สูงอายุสุขภาพดีแล้ว ผู้สูงอายที่มาร่วมงาน ยังเป็นเสมือนผู้ใหญ่ที่สำคัญคนหนึ่งของนิสิต ที่มาอวยพรให้นิสิตเวลารดน้ำดำหัว ซึ่งเป็นภาพการมีส่วนร่วมของทั้งส่วนอย่างลงตัว ซึ่งผมเองก็ถือคติที่ว่า มหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่ใช่ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย ซึ่งงานครั้งนี้ผู้สูงอายุก็เข้าร่วมโครงการมากกว่าพอสมควร กว่า 200 คนและที่สำคัญเรามีของที่ระลึกมอบให้กับผู้สูงอายุทุกท่านด้วย

5.เรื่องของอาหาร ปีที่ผ่านมาน้ำดื่มและอาหารไม่เพียงพอ ปีนี้เราจึงเพิ่มงบอาหารมากขึ้นกว่าเดิมเยอะ จึงทำให้งานครั้งนี้ทุกคนที่มาร่วมงานได้รับประทานอาหารอย่างถ้วานหน้าจนเรียกว่าพอจนเหลือ เพราะเหลือขนมจีนอีกกว่า 10 กิโลเลยทีเดียว

6.สงกรานต์น้ำไม่พอ ปีนี้เราจึงได้ประสานรถน้ำของมหาวิทยาลัยให้มาเติมน้ำตลอดเวลา ซึ่งภาพพรวมการเล่นน้ำก็เย็นฉุ่มช่ำ อย่างที่ผมและทีมงานตั้งใจไว้

7.เรื่องของการแต่งกาย ปีนี้ผมก็เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเรื่องการเน้นศิลปวัฒนธรรม โดยเฉาพะขบวนแห่รถบุปผชาติ ตลอดจน ผู้บริหารเองแต่การมาในชุดพื้นเมืองอีสาน ส่วนนิสิตก็แต่งกายเสื้อลายดอก ซึ่งเข้ากับบรรยากาศของงานอย่างยิ่ง

ส่วนปัญหาในปีนี้ก็มีเช่นกัน แต่ส่วนมากก็เป็นปัญาเล็ก ๆ น้อยแก้ไขเฉพาะจุดได้แต่ปัญหาใหญ่ ๆ ในครั้งนี้คือ

1.ฝนฟ้าอากาศ ซึ่งช่วงการประกวดเทพีสงกรานต์เกิดฝนฟ้าคะนองแต่ช่วงเดินขบวนอากาศร้อนมาก จนทำให้เวทีได้รับความเสียหายหลังฝนตก และต้องเปลี่ยนประกวดใหม่ ทำให้การประกวดดูไม่มีสีสันเท่าที่ควร

แต่สิ้งที่หน้าปลาบปลื้มคือ ทุกสโมรนิสิตร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกับรูปแบบการจัดกิจกรรม คณะกรรมการดำเนินทุกคนช่วยกันทำงานดีมาก ๆ อีกทั้งเจ้าหน้าที่กองกิจการนิสิตทุกท่านช่วยประสานและให้คำปรึกษาตลอดทั้งโครงการ ถึงงานครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์100% แต่ถ้าถามว่าคนที่มาร่วมงานได้อะไร ผมก็คงตอบอะไร ไม่ได้มาก แต่ถ้าถามว่าผู้ดำเนินงานได้อะไร ผมเองก็สามารถตอบได้เลยว่า ถึงจะเหนื่อยแต่เราก็มีความสุข จากมิตรภาพของเพื่อนและเสียงตอบรับเป็นอย่างดีกับชุมชน อีกทั้งสโมรสรนิสิตที่ผู้เข้าร่วมโครงการหลักพึงพอใจและให้กำลังตลอดการดำเนินงานในครั้งนี้

นายวิเศษ  นาคชัย นายกองค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม