สวัสดีครับคุณเมียวดี

เรื่องของเมฆมีหลายมุมครับ เช่น

1) มุม เมฆเพื่อการเข้าถึงธรรมชาติของฝน ฟ้า และปรากฏการณ์ต่างๆของเขา ซึ่งในหลวงท่านก็ศึกษาจนเกิดฝนหลวงที่ทำประโยชน์มากมายแก่ประชาชน ประเทศชาติ ฝนหลวงยังมีต่างชาติมาศึกษาแล้วเอาไปจัดตั้งหน่วยในประเทศของเขาด้วย มุมนี้ที่ อ.ชิว พยายามให้ข้อมูลว่าเมฆรูปร่างแบบนี้เรียกอะไร เกิดมาจากไหนและจะเป็นอะไรต่อ เป็นต้น

2) มุม เมฆเพื่อสุนทรียจินตนาการ สัมผัส การเดินทางของชีวิตมันหลากหลาย สายตาเรามองแต่ระดับขนานเห็นแต่ปัญหาต่างๆมากมาย หากเงยขึ้นไปบนท้องฟ้าบ้างก็จะพบว่า มีความสวยงามมากมายให้เราสัมผัส บางคนดูดดื่มกับความงามบนท้องฟ้า จนพยายามเก็บความงามในห้วงเวลานั้นไว้ในรูปของภาพถ่าย....

3) อีกมุมหนึ่งคือ เป็นตัวอย่างของการเข้าถึงสัจธรรม ของสรรพสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงพบมานานแสนนานแล้ว เราดูความสวยงามบนท้องฟ้าอารมณ์เราเย็นลงมา ปลดปล่อยความหนัก ความขุ่นมัว ออกไป เดี๋ยวเกิดขึ้น และปรากฏความงามให้เรายลยิน อีกไม่นานเขาก็สลายหายไป มุมท้องฟ้าโน้นก็มีปรากฏการณ์นี้ให้เห็น วนเวียนอยู่อย่างนี้

  • เมื่อทุกอย่างเหมาะสมก็บังเกิดขึ้น
  • การคงอยู่ของปรากฏการณ์นั้นๆเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ
  • ความสวยงามที่เกิดขึ้นเพราะตาเราไปสัมผัส แล้วปรุงแต่ง
  • แต่แล้วความสวยงามนั้นก็ไม่จีรัง
  • ความอลังการณ์ของความสวยงามที่เราเห็น บางเวลา บางสถานที่นั้น คือความพอดีของเงื่อนไขที่ประกอบ ก่อเกิดขึ้นมา มีละอองน้ำเกาะกันหนาแน่นบนยอดก้อนเมฆ มีแสงพระอาทิตย์ตกกระทบในมุมที่พอดี มีเรายืนอยู่ในจุดที่เหมาะสม .... เราจึงเห็นความสวยงามที่ยิ่งใหญ่นั้นๆ

มันสอนเราว่า มนุษย์มีความพอดีอยู่ที่ตรงไหน ความสวยงามของคนนั้นในมิติของรูปกายนั้นมันเพียงส่วนหนึ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมา แต่ความสวยงามที่แท้จริงคือองค์ประกอบมากมายทั้งภายนอกภายใน ที่วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนาเราสอนกันมานานว่า แบบนี้คือความดีงาม วิถีชีวิตปัจจุบันของเราก้าวข้ามสิ่งนี้ไปหมด แล้วเดินไปหาความมั่งคั่ง แต่ไม่มี ความดี

อ้าวกลายเป็นอภิปรายไปซะแล้วครับ

ขอบคุณครับ