ร้านโชว์ห่วยเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน นับเป็นธุรกิจพื้นฐานของคนไทยจำนวนมาก แต่ทุกวันนี้ธุรกิจแบบดั้งเดิมกำลังโดนจำกัดบทบาทให้ค่อย ๆ หายไปจากสังคม เนื่องจากปัญหาการขยายตัวของห้างและร้านค้าปลีกสมัยใหม่ การขาดความรู้ในการบริหารจัดการและการตลาด การตกแต่ง การจัดรูปแบบร้านที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคและกระแสโลกาภิวัฒน์ และขาดตัวแทนคนรุ่นใหม่สืบทอดกิจการ ปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้ร้านโชว์ห่วยไม่สามารถดำเนินธุรกิจให้มีกำไรและไม่สามารถแข่งขันกับร้านค้าปลีกสมัยใหม่ได้ ในอนาคตอันใกล้นี้หากปัญหาต่างๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไขร้านโชว์ห่วยคงหายไปจากสังคมไทย นับเป็นการสูญเสียสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมตลอดกาล

ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีก เป็นภาคธุรกิจที่มีความสำคัญยิ่งกับระบบเศรษฐกิจของประเทศก่อให้เกิดการหมุนเวียนของสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบัน ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง สมัยใหม่ ในประเทศไทย (Modern Trade) เติบโตอย่างรวดเร็ว สวนทางกับธุรกิจค้าปลีก แบบดั้งเดิม หรือร้านโชว์ห่วย ของไทยที่เลิกกิจการไปเป็นจำนวนมากด้วยปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะในภูมิภาคได้มีการขยายสาขาของห้างค้าปลีกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง กระจายอยู่ในพื้นที่ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดและทุกอำเภอทั่วประเทศ ซึ่งใช้กลยุทธ์ดึงดูดลูกค้าผู้บริโภคทุกรูปแบบด้วยการทำตลาด ลด แลก แจก แถม และขายสินค้าราคาต่ำกว่าราคาต้นทุน ทำให้ร้านค้าปลีก (โชว์ห่วย) ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเพราะระบบการค้าที่ไม่เป็นธรรม หรือพฤติกรรมทุนใหญ่ครอบงำ และยังทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป

ตำนานโชว์ห่วย

โชว์ห่วย เป็นคำภาษาจีนแต้จิ๋ว โช แปลว่า หยาบๆ ในที่นี้หมายถึง การกิน ของใช้พื้นๆ ห่วย แปลว่า ชุมนุม ดังนั้น โชว์ห่วย หมายถึง ร้านที่ขายของกินของใช้ที่เป็นความจำเป็นพื้นฐานของชีวิต หรือขายสินค้าเบ็ดเตล็ดนานาชนิด อะไรที่เป็นที่ต้องการของชุมชนในละแวก ก็มักจะนำมาขายกัน สันนิษฐานว่าดั้งเดิมคนจีนที่ทำร้านโชว์ห่วยส่วนใหญ่เป็นคนแต้จิ๋ว ที่ถนัดและชอบค้าขายมากกว่าจีนกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยน จีนไหหลำ และจีนแคะ แต่ถ้าเอาดั้งเดิมเลยคนจีนที่ติดต่อค้าขายกับสยาม ตั้งแต่สมัยอยุธยาจะเป็นจีนฮกเกี้ยนมากที่สุด เพราะเป็นมณฑลริมทะเล เดินทางง่าย รองลงมาคือ จีนไหหลำ ซึ่งเป็นเกาะอยู่ในอ่าวตังเกี๋ย ส่วนจีนแต้จิ๋วก็มีไม่น้อย โดยชุมชนคนจีนในสมัยอยุธยาจะอยู่บริเวณวัดพนัญเชิง

เมื่อซำปอกง หรือขันทีเจิ้งเหอ นำกองเรือออกเดินสมุทร 7 ครั้ง ระหว่าง พ.ศ.1948-1979 ก็ได้พบกับคนจีนเหล่านี้ และมีกรุงธนบุรีเป็นเมืองท่าขึ้นสินค้า และเก็บภาษีชุมชนคนจีนที่ตั้งอยู่รวมกันนี้ มีการเปิดร้านที่มีทั้งผ้าไหมจีน แพร่จีน เครื่องถ้วยชาม และของกิน เช่น ขนมจันอับ ซึ่งเป็นขนมแห้งๆ 5 อย่าง คือ ถั่วเคลือบ ถั่วตัด งาตัด ฟักเชื่อม และข้าวพอง อย่างไรก็ตาม จำนวนคนซื้อไม่ได้มีมาก สังคมสมัยนั้นมีคนมีฐานะที่จะซื้อของได้มีไม่มากนัก

จนถึงสมัยกรุงธนบุรี จึงเป็นจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาอยู่ในไทยมากที่สุด โดยคนจีนอื่นก็ยังมีเข้ามาเช่นกัน มีการตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฝั่งธนบุรีกันมากขึ้น แต่ที่เข้ามาอยู่ฝั่งกรุงเทพฯ ก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะย่านสำเพ็ง ฝรั่งยุคนั้นถึงกับเอ่ยปากเรียกว่า ไชน่าทาวน์

ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้สร้างพระบรมมหาราชวัง ในบริเวณที่มีคนจีนตั้งบ้านเรือนอยู่ ก็โปรดเกล้าฯ ให้คนจีนย้ายออกไปอยู่ในที่สวนตั้งแต่คลองสามปลื้ม ลงไปถึงคลองเหนือสำเพ็งจนถึงละแวกเจริญกรุง ซึ่งดั้งเดิมเป็นสวนป่าค่อนข้างรก คนจีนก็มาสร้างบ้านเรือนอยู่ จังหวะช่วงนี้น่าจะเป็นการนำเข้ามาซึ่งวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เคยอยู่เคยชินในแผ่นดินเดิมสู่แผ่นดินใหม่ ส่วนหนึ่งคือการสร้างร้านค้าแบบที่คนจีนแต้จิ๋วเคยชินกับสมัยที่เคยอยู่ โดยเฉพาะเมืองซัวเถาของจังหวัดแต้จิ๋ว

จากบทความที่เขียนโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าเรื่องที่ท่านไปเที่ยวเมืองจีน และได้แวะไปเมืองซัวเถา ท่านคิดว่าสำเพ็งก็คือซัวเถา ที่มีอยู่หย่อมเดียว ไม่ได้กว้างใหญ่เท่าซัวเถาของจริงเท่านั้นเอง แต่ก็สะท้อนการนำความเป็นอยู่ที่คนจีนนำสิ่งที่ตนคุ้นชินติดตัวมาด้วย เพราะมีตัวเลขว่า ช่วงระหว่างปี พ.ศ.2325-2411 คือตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 มีคนจีนอพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นระลอกใหญ่มากเป็นปริมาณถึง 1.5 ล้านคน ในขณะที่คนไทยในสมัยนั้นมีแค่ 4 – 5 ล้านคนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ร้านโชว์ห่วยในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์จะเป็นเรือแพที่ชาวบ้านปลูกอยู่ติดๆ กันแล้วมีบางแพเปิดเป็นร้านค้า จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ที่โปรดให้ขุดคูคลองขึ้นคือ คลองผดุงกรุงเกษม จากนั้นทรงให้ตัดถนนสามสายคือ ถนนเจริญกรุง ถนนบำรุงเมือง และถนนเฟื่องนคร ก็ได้มีการปลูกตึกตามคำขอของฝรั่งและจีนจะได้เช่าเพื่อทำการค้า โดยฝรั่งมักทำเป็นห้างสรรพสินค้าขายเองค่อนข้างหรูจากยุโรป ส่วนของคนจีนก็เป็นร้านค้าต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 บ้านเมืองของกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรีจะเป็น 3 ลักษณะ คือ

1. เป็นเรือแพที่มีมากที่สุด และเป็นการเปิดเป็นร้านค้าอยู่บนแพ

2. เป็นบ้าน และห้างของพวกฝรั่ง

3. เป็นตึกแถว ที่เป็นร้านค้าของพวกคนจีน

บทบาทและความสำคัญของธุรกิจค้าปลีก

ธุรกิจค้าปลีกถือว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) โดยมีบทบาทและความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจหลายประการ ดังนี้

1. ความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ

1.1. ความสัมพันธ์และการพึ่งพาอาศัยระหว่างธุรกิจขนาดย่อมและธุรกิจขนาดใหญ่ คือ ต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผลิตในปริมาณมาก (Mass production) ยังจำเป็นต้องพึ่งพ่อค้าคนกลางทั้งพ่อค้าส่งและพ่อค้าปลีกในการจัดจำหน่ายสินค้าที่ผลิตขึ้นมา ในอุตสาหกรรมใหญ่บางประเภทยังจำเป็นต้องพึ่งพาธุรกิจขนาดย่อมในการผลิตชิ้นส่วน หรือจัดหาวัตถุดิบที่จำเป็นมาสนองขบวนการผลิตของธุรกิจขนาดใหญ่อีกด้วย

1.2. ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในระบบการค้าเสรี ในเรื่องราคา การให้บริการ คุณภาพ การพัฒนาสินค้าใหม่ๆ และการให้สินเชื่อ ฯลฯ

1.3. ธุรกิจขนาดย่อมเป็นแหล่งทดลองสินค้าและความคิดใหม่ๆ คือ เป็นแหล่งที่เกิดของความคิดและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเสมอ ซึ่งในธุรกิจขนาดใหญ่จะไม่กล้าเสี่ยงลงทุนเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆ ที่อาจไม่เป็นที่ยอมรับของตลาด จึงมักจะรอให้ธุรกิจขนาดย่อมบุกเบิก และพิสูจน์สิ่งใหม่ๆ เหล่านั้นก่อนจนกว่าจะแน่ใจ

2. ความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ

2.1. ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะทรัพยากรนั้นมีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องมีการพิจารณานำมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น จึงมีการนำวิทยาการต่างๆ เข้ามาใช้ในการผลิตและเกิดเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อม แทนอุตสาหกรรมในครัวเรือนอย่างสมัยก่อน

2.2. ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาความสามารถในการประกอบการ ธุรกิจขนาดย่อมสามารถให้โอกาสแก่ผู้ประกอบการที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และต้องการแสวงหาความก้าวหน้าในชีวิตเข้ามาพิสูจน์ความสามารถ และมีโอกาสในการพัฒนาประสบการณ์ด้วยเงินทุนเริ่มแรกที่ไม่สูงมากนัก

2.3. ช่วยในการระดมทุน (จากญาติสนิทมิตรสหาย) ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมมักอาศัยรวบรวมเงินทุนจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เข้ามาใช้ในการดำเนินการ เป็นการช่วยให้ระบบเศรษฐกิจมั่นคงยิ่งขึ้น ดีกว่าที่จะปล่อยให้เงินทุนเหล่านี้กระจัดกระจายโดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์

2.4. ทำให้เกิดการประหยัดเงินทุนในการลงทุนทำกิจการ เพราะอุตสาหกรรมขนาดย่อมให้ผลผลิตและผลตอบแทนเร็วกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และใช้ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า สามารถปรับปรุงเทคนิคและวิธีการ ตลอดจนเครื่องจักรในการผลิตได้ดีกว่า จึงเป็นการประหยัดเงินทุนที่นำมาให้กับกิจการได้ดีกว่าธุรกิจขนาดใหญ่

2.5. ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากจำนวนธุรกิจขนาดย่อมมีมากมาย และมีกิจการหลากหลายประเภท จึงทำให้เกิดการจ้างแรงงานได้มาก หลากหลายประเภท เพื่อสนองความต้องการของธุรกิจขนาดย่อมนั้นๆ

2.6. เป็นการกระจายการพัฒนาการค้าไปสู่ส่วนภูมิภาคในเขตภูมิภาคที่มีความเจริญน้อย มักจะมีแต่กิจการธุรกิจขนาดย่อมเท่านั้นที่ดำเนินการธุรกิจทุกประเภท ทั้งกิจการค้าปลีก ค้าส่ง การผลิต การบริการ จึงนับว่าธุรกิจขนาดย่อมมีส่วนช่วยในการพัฒนาการค้าไปสู่ภูมิภาคนั่นเอง

2.7. ช่วยพัฒนาทางการเมืองและสังคม ธุรกิจขนาดย่อมช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ไปสู่ชนกลุ่มต่างๆ ทำให้เกิดการแข่งขันทางการค้า กิจการธุรกิจไม่ตกอยู่กับชนกลุ่มน้อยที่มีความสามารถประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ได้ ทำให้ไม่เกิดการเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งเป็นผลให้ประชาชนและผู้ประกอบการธุรกิจขนาดย่อมมีฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจดีขึ้น และยังเหมาะกับระบบการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยของไทยที่ต้องอาศัยพลังการแข่งขันเข้ามาช่วยเสริมโครงสร้างทางสังคมของประเทศให้มีสภาพที่แข็งแกร่งขึ้น

จากบทบาทและความสำคัญของธุรกิจขนาดย่อมดังกล่าวมา จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่งที่เราต้องศึกษาถึงผลของร้านค้าปลีกสมัยใหม่ที่มีต่อร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม เพื่อให้ร้านค้าปลีกดั้งเดิมของไทยอยู่คู่กับชุมชนต่อไป

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการค้าปลีก

ธุรกิจการค้าปลีกนั้นย่อมต้องเกี่ยวข้องกับบุคคล สังคม ธุรกิจอื่นๆ ตลอดจนถึงรัฐบาลและชุมชนที่ตั้งอยู่ ดังนั้น การดำเนินธุรกิจจึงต้องพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ ที่จะมีผลกระทบต่อธุรกิจการค้าปลีก ซึ่งมีปัจจัยใหญ่ 2 ประเภท คือ ปัจจัยภายนอก (External forces) และปัจจัยภายใน (Internal forces) ดังนี้

1. ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อธุรกิจร้านค้าปลีกเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่ต้องปรับธุรกิจของเราให้เข้ากับปัจจัยภายนอกเหล่านี้ คือ

1.1. ประชากร (Population) จำนวนประชากรในบริเวณรอบๆ สถานที่ตั้งร้านค้าปลีก ตลอดจนการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของประชากรในอาณาเขตขายนั้นๆ มีผลต่อการกำหนดปริมาณการขายของร้านค้าปลีก

1.2. ฐานะความเป็นอยู่ (Quality of life) หรือมาตรฐานการครองชีพของประชากรในแถบนั้น ถ้าส่วนมากเป็นครอบครัวที่มีฐานะความเป็นอยู่ดี การจับจ่ายใช้สอยก็มาก ลักษณะของร้านค้าและสินค้าก็ต้องปรับระดับให้สูงขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้คนในย่านนั้นๆ แต่ถ้าเป็นบริเวณที่ชนชั้นกลางหรือคนจนอยู่อาศัยกันมาก ลักษณะร้านค้าประเภทสินค้าก็ต้องปรับระดับลงมาเช่นกัน

1.3. อำนาจซื้อของประชากร (Purchasing power) ถ้าประชากรในอาณาบริเวณนั้นเป็นผู้มีงานทำ มีรายได้เป็นส่วนมาก ทั้งหญิงและชาย อาจจะเป็นย่านที่มีโรงงานอุตสาหกรรม คนในบริเวณนี้จะทำงานโรงงานมีรายได้ประจำเป็นส่วนใหญ่ ย่อมมีอำนาจซื้อมากกว่าผู้ที่ทำอาชีพทำไร่ ทำนา ที่มีรายได้จากการขายผลผลิตตามฤดูกาลเท่านั้น

1.4. คู่แข่งขัน (competition) จำนวนคู่แข่งขันในบริเวณนั้นมีมากน้อยเพียงใด ประเภทของสินค้ามีครบถ้วนหรือมีเฉพาะบางอย่าง พื้นที่ของคู่แข่งขันตลอดจนทำเลที่ตั้ง การตกแต่งร้านค้า การจัดแสดงสินค้า และรายการส่งเสริมการขายของคู่แข่งขัน มีข้อใดที่เป็นข้อได้เปรียบ ข้อใดเป็นข้อเสียเปรียบ เราควรปรับปรุงอะไรบ้าง เพื่อรักษาลูกค้าเก่าและดึงลูกค้ารายใหม่เข้ามาใช้บริการของเรา

1.5. อุปนิสัยในการซื้อ (Buying habit) ลักษณะการซื้อสินค้าของประชากรในบริเวณนั้นชอบไปซื้อร้านสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ซื้อครั้งละมากๆ ให้ได้ของครบทุกอย่าง หรือชอบซื้อจากร้านใกล้บ้าน ซื้อทีละน้อยหรือทีละชิ้นเท่าที่จำเป็นต้องใช้ สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการจัดส่วนผสมของการค้าปลีก (Retailing mix) ซึ่งจะได้พูดถึงในตอนต่อไปด้วย

1.6. กฎหมายและข้อบังคับของรัฐบาล (Governmental forces) ในการเปิดกิจการร้านค้าปลีกนั้น มีกฎหมายเกี่ยวกับการจดทะเบียนการค้า จดทะเบียนพาณิชย์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม การออกใบเสร็จรับเงินแบบย่อ แบบเต็ม การติดป้ายราคาสินค้าที่ได้รับการยกเว้นไม่เข้าข่ายภาษี มูลค่าเพิ่มการจำหน่ายสินค้าควบคุมราคา หรือสินค้าต้องห้าม ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรมต่างๆ ตลอดจนสินค้า

2. ปัจจัยภายในที่มีผลกระทบต่อธุรกิจร้านค้าปลีก

ปัจจัยภายในเป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ และสามารถปรับปรุง เพิ่ม ลด ขยาย เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และเหมาะกับปัจจัยภายนอกในข้อต่างๆ ปัจจัยภายในเหล่านี้ได้แก่ การจัดหาสินค้าและบริการที่เหมาะสม การตั้งราคาที่ถูกต้อง การเลือกองค์ประกอบของร้าน ตั้งแต่ทำเลที่ตั้ง การจัดตกแต่งร้านให้ตรงกับระดับของลูกค้าในตลาดของเรา ตลอดจนการจัดการส่งเสริมการขาย เพื่อให้ร้านของเราเป็นที่รู้จักได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมในที่สุด การจัดการกับปัจจัยภายในเหล่านี้ ถ้าเป็นหลักการตลาดก็หมายถึงการตลาดที่จะนำเสนอสินค้าหรือบริการต่อลูกค้าที่มีอำนาจในการซื้อ และวิธีที่มีประสิทธิภาพ

วิธีนี้เป็นวิธีการที่ทำให้ผู้บริโภครู้จักกับตัวสินค้า รู้สึกพึงพอใจ สนใจในตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการ ราคาที่น่าดึงดูดใจ สถานที่ที่ออกจำหน่ายหรือการเข้าถึงบริการ วิธีการส่งเสริมการขาย การโปรโมชั่น ทั้งหลายเหล่านี้เพื่อให้ถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น ส่วนผสมทางการตลาดนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลในความพึงพอใจในการใช้บริการสินค้าและเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ (Product) ราคา (Price) การจัดจำหน่าย (Place) และการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ให้เหมาะสม แต่สำหรับธุรกิจค้าปลีกนั้น เราเรียกว่า การจัดส่วนผสมของการค้าปลีก (Retailing mix) นั่นเอง

แนวคิดเบื้องต้นในการเปิดร้านโชว์ห่วย เพื่อเอาตัวรอดในภาวะวิกฤต

ในการทำร้านโชว์ห่วยใหม่นั้น เคยมีหน่วยงานรัฐทำเป็นตัวอย่างมาก่อนแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนอื่นในการจะทำร้านโชว์ห่วยใหม่ต้องทราบความสำคัญ 6 เรื่อง

1. ทำเลที่ตั้งของร้าน

2. รูปแบบร้าน ขนาดของร้าน เพื่อให้ดูเรียบร้อย ทันสมัย สะอาด สวยงาม และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อสินค้า

3. กลุ่มสินค้าที่จะขาย ที่มา ราคา การขนส่ง เครดิตเทอม

4. ระบบสนับสนุนการขายสินค้า การสั่งซื้อ สินค้าคงคลัง การทำการตลาด การเงิน บัญชี

5. บุคคลากรที่จะดำเนินธุรกิจ เจ้าของ ลูกน้อง พื้นฐานการศึกษา การอบรม

6. ที่มาของแห่งเงินลงทุน เพื่อการปรับปรุงร้าน และ ต้นทุนซื้อสินค้า

และต้องตั้งเป้าที่ชัดเจนในเรื่อง

1. ระยะเวลาเปิด – ปิดร้าน จะเปิด 06.00 – 20.00 น.หรือ เปิด 24 ชั่วโมง

2. เป้าหมายรายได้ที่จะขายได้ใน 1วัน , 1 สัปดาห์ หรือ 1 Meses.

3. จำนวนลูกค้าที่จะเข้าร้านใน 1 Dia , 1 สัปดาห์ หรือ 1 Meses.

จากสิ่งที่กล่าวเบื้องต้น หากจะนำมาใส่รายละเอียดเพื่อดำเนินการนั้น สามารถใส่รายละเอียดคร่าว ๆ ได้ดังนี้

เรื่องที่ 1 : ทำเลที่ตั้งของร้าน พบว่าร้านโช่วห่วย ที่มีร้านอยู่แล้ว มักจะอยู่ในทำเลที่มีลูกค้า จึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่แบ่งได้เป็น

1. ร้านโช่วห่วย ที่มีร้านอยู่แล้ว

2. ไม่มีร้านแต่ต้องการเปิดร้านใหม่

ผลการวิเคราะห์ : ทำเลเดิมของร้าน โชว์ห่วยเดิมอยู่ในทำเลที่ดีมากอยู่แล้ว มีกลุ่มลูกค้าเดิมที่คุ้นเคย และ สามารถเป็นลูกค้าที่ยั่งยืนได้

เรื่องที่ 2 : รูปแบบร้าน แบ่งได้เป็น

1. ร้านที่อยู่ในอาคารพาณิชย์ 1 ห้อง, 2 ห้อง

2. ร้านที่อยู่ในบ้านพักอาศัย เช่นทาวน์เฮ้าส์ บ้านแฝด หรือ บ้านเดี่ยวที่สร้างอาคารออกมา

3. การใช้พื้นที่ว่างเพื่อทำการค้าขาย

ผลการวิเคราะห์ :

- เลือกปรับปรุงร้านที่มีอยู่แล้วก่อนจะดีกว่า เพราะมีความพร้อมในเรื่องการบริหารจัดการมากกว่า

- เลือกทำร้านที่เป็นอาคารพาณิชย์ ขนาด 1 ห้อง ก่อน เพื่อเป็นการนำร่อง และ เป็นร้านที่

สามารถขยายผลไปในอาคารแบบอื่นได้ง่าย เพราะขนาดพื้นที่ขายอยู่ระหว่าง 32 ? 48

ตารางเมตร

- สร้างร้านให้มีเอกลักษณ์ และเน้นว่าเป็นร้านของคนไทยจริง ๆ เพื่อดึงความรักชาติของคนไทยออกมาให้เห็นอย่างแท้จริง

- เน้นการลงทุนที่ไม่มากเกินไป

เรื่องที่ 3 : กลุ่มสินค้าที่จะขาย ที่มา ราคา การขนส่ง เครดิตเทอม แบ่งได้เป็น

กลุ่มสินค้า ที่มา โดยทั่วไป สินค้าในร้านโชว์ห่วย แบ่งออกเป็น

1. Non Food เช่น ของใช้ สบู่ ผงซักฟอก กระดาษชำระ เป็นต้น

2. Process Food เช่น น้ำตาล น้ำปลา ซอส

3. Instant Food เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่สำเร็จรูป

4. Beverage เช่น เครื่องดื่ม น้ำอัดลม

5. Service เช่น รับชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ บัตรเติมเงิน

ผลการวิเคราะห์ : กลุ่มสินค้าหลักที่มี ได้แก่ Non Food Process Food, Instant Food, Beverage และ Service เน้นสินค้าที่ขายดีจริง ๆ 1-200 อันดับแรก ๆ เพราะสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 80 %

แนวทางที่จะทำ ร้านโชว์ห่วยที่จะทำ ควรจะมีสินค้ากลุ่มที่แตกต่างได้แก่

1. เน้น สินค้าท้องถิ่น สินค้าของกลุ่มพื้นที่ สินค้าของชุมชน

2. บริการ ที่แตกต่างได้แก่ รับส่งไปรษณีย์ บริการห่อของขวัญ

3. เลือกสินค้าที่ผลิตจากโรงงานของคนไทย เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องการช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน

4. เน้น สินค้าที่เป็นสินค้าที่เพื่อน ๆ พันธมิตรผลิตที่เป็นสินค้าคุณภาพดี ราคาเหมาะสม

5. มีตู้ ATM ในทุก ๆ ร้านที่สามารถมีได้เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับร้านโชว์ห่วย

6. ใช้ร้านโชว์ห่วย เป็นแหล่งกระจายสินค้า ระบบขายตรง เพื่อเพิ่มรายได้แก่ร้าน เช่น สินค้ากิ๊ฟฟารีน, กลุ่มสินค้าเจริญโอสถ

ราคาสินค้า โดยทั่วไปราคาสินค้าจะอยู่ที่ข้างกล่อง หรือฉลากสินค้าอยู่แล้ว ราคาขายส่วนใหญ่อยู่ที่ข้างกล่อง

ผลการวิเคราะห์ : ราคาสินค้าอยู่ที่การต่อรอง พูดคุย หากซื้อปริมาณมากราคาย่อมถูก จึงต้องมีการรวมตัวของกลุ่มร้าน โชว์ห่วย อาจจะใช้วิธี เช่น เขตต่าง ๆ ในกรุงเทพ

แนวทางที่จะทำ คือ

- หาร้านขายส่งที่สามารถขายส่งสินค้าให้กับร้านโชว์ห่วยเล็ก ๆ ที่อยู่รายรอบ และสามารถส่งสินค้าให้กับร้านเล็ก ๆ ได้ ราคาไม่แพงกว่าราคาข้างกล่อง แต่ร้านขายของชำยังคงมีกำไรอยู่ ร้านโชว์ห่วยเมื่อขาย ก็สามารถทำกำไรพออยู่ได้

- หาพันธมิตรที่มีสินค้าหลากหลาย และสามารถ ส่งสินค้าให้ร้านค้าโดยตรง

เรื่องที่ 4 : การทำการตลาด การเงิน บัญชี การทำการตลาด เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ สามารถใช้สื่อจาก ASTV เพื่อกระจายข่าว ได้อย่างทั่วถึง

ผลการวิเคราะห์ :

- เป็นโอกาสที่ดีที่จะรีบสร้าง ปรับปรุงร้านโชว์ห่วย ก่อนที่จะสายเกินไป

- แนวโน้มการใช้จ่ายของประชาชน จะซื้อของจำนวนน้อยลง ยอมซื้อแต่ในราคาสูงขึ้น หรือ เต็มราคา แต่จะเก็บเงินสดมากขึ้น

- ความแข็งแกร่งของ ASTV สามารถหาพันธมิตรต่าง ๆ เพื่อทำการตลาดให้กับร้านโชว์

ห่วยได้

แนวทางที่จะทำ คือ

- ร้านแรก ๆ ที่เปิดให้ แกนนำพันธมิตรไปร่วมงานวันเปิดร้านเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ

- เชิญดารา คนมีชื่อเสียงที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรไปร่วมงานวันเปิดร้านเพื่อสร้างการจดจำ

- ออกข่าวการเปิดร้านทาง ASTV เพื่อสร้างความมั่นใจในการทำโครงการให้สำเร็จ

การเงินและการบัญชี สามารถใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่มีขายในท้องตลาด และหากสามารถใช้ระบบ บาร์โค็ดได้ก็จะดีมาก เพราะจะทำให้ระบบการจัดการสินค้าภายในร้าน และสต็อก มีความถูกต้องแม่นยำขึ้น แต่ ต้องระวังในกลุ่มสินค้าที่ผลิตขึ้นเองจะไม่มีบาร์โค็ด แต่ก็สามารถที่จะสร้างบาร์ค็ดขึ้นมาเองได้ หากได้มีการศึกษาอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจจะต้องมีการผลิตขึ้นเอง หรือ ให้ผู้ผลิตเป็นผู้ผลิตและติดมากับสินค้าเลย

ผลการวิเคราะห์ : โดยทั่วไปทางร้านจะต้องมีการบันทึกรายได้ รายจ่ายประจำอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ร้านไม่สามารถ บันทึกได้คือ จำนวนสินค้าคงคลังที่เหลือ ทำให้บางครั้งมีสินค้าเหลือจำนวนมาก และอาจ พบว่ามีสินค้าหมดอายุจำนวนมาก หรือเมื่อลูกค้าต้องการสินค้าแต่ทางร้านไม่มีสินค้าให้ลูกค้าจึงเสียโอกาสการขายไป

แนวทางที่จะทำ คือ :

- ลดปริมาณสินค้าคงคลังให้น้อยลง เพื่อไม่ให้เงินจมอยู่กับตัวสินค้า ซึ่งระบบบาร์โค๊ดช่วยได้

- จัดส่งสินค้าให้กับร้านอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีสินค้าใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และเงินไม่จม

อยู่ที่สินค้าคงคลัง

- หากทำได้ควรจะมีการตรวจเช็คสินค้า เดือนละ 1 ครั้ง และนำสินค้าที่ใกล้หมดอายุมาขาย

ก่อน อีกทั้งหากมีสินค้าที่หมดความนิยม แต่คุณภาพยังดีอยู่ ก็ควรจะนำมาขายเพื่อนำเงิน

กลับเข้ามาในระบบ

เรื่องที่ 5 : บุคลากร และ การอบรม

บุคลากร ยังคงใช้ บุคลากรเดิมที่มีอยู่ในร้าน ซึ่งค่อนข้างมีความรู้น้อย และมีอายุที่แตกต่างกันมาก ตั้งแต่เด็กสาว จนถึงคนสูงอายุ

ผลการวิเคราะห์ : การอบรมสำหรับร้านโชว์ห่วย นั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากลำบากเพราะ ระดับการศึกษา ของผู้ที่เกี่ยวข้องค่อนข้างต่ำ เข้าใจอะไรค่อนข้างยาก อีกทั้งอายุของผู้เกี่ยวข้องหากไปพบผู้สูงอายุ การ รับรู้ ความรู้ใหม่ ๆ จะทำได้ยาก

แนวทางที่จะทำคือ : การอบรม หากมีโปรแกรมที่สามารถทำงานได้ง่าย การอบรมก็มีความจำเป็นน้อยลง แต่ ก็ต้องมีการอบรมเป็นระยะ ๆ กรณีที่มีกลุ่มสินค้าของผู้ผลิตที่ต้องมาให้รายละเอียดสินค้าแก่ร้าน ซึ่งต้องมีการอบรมอยู่แล้วก็น่าจะสามารถอบรมด้านอื่น ๆ ให้กับร้าน โชว์ห่วยได้ด้วย

เรื่องที่ 6 : ที่มาของแหล่งเงินทุน

พบว่าส่วนใหญ่ร้านค้าจะมีเงินหมุนอยู่แล้ว และเจ้าของร้านโชว์ห่วยที่ พร้อมจะปรับปรุง ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของพื้นที่ หรือเจ้าของอาคาร ซึ่งสามารถนำไปเป็นหลักประกันเงินกู้จากธนาคาร หรือสถาบันการเงินได้

ผลการวิเคราะห์ : เจ้าของร้านโชว์ห่วย ส่วนใหญ่ มีเงินหมุนอยู่บางส่วนแล้ว หากต้องการใช้เงินเพิ่มเพื่อการปรับ ปรุงร้าน ซื้ออุปกรณ์ และซื้อสินค้า อาจจะต้องจัดหาแหล่งเงิน เช่น ธนาคารของรัฐ

แนวทางที่จะทำคือ :

- พยายามใช้เงินเพื่อการปรับปรุงร้านให้น้อยที่สุด เพื่อลดภาระแก่เจ้าของร้านโชว์ห่วย

- หาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้แก่ร้านโชว์ห่วย ภาครัฐต้องเข้ามาช่วย

หากจะทำร้าน โชว์ห่วยให้ประสบความสำเร็จ ต้อง

1. ปรับปรุงร้านให้ดูทันสมัยขึ้น สะอาด เรียบร้อย สินค้าวางบน Shelf

2. มีป้าย และ LOGO ที่สื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้ว่าเป็นร้านโชว์ห่วยรูปแบบใหม่

3. มีสินค้าที่ลูกค้าต้องการตลอดเวลา และราคาไม่แพงกว่าราคาข้างกล่อง

4. ร้านโชว์ห่วยที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

5. ได้รับความช่วยเหลือทางด้านการตลาดจากภาครัฐ และ ASTV อย่างต่อเนื่อง

6. ควบคุม และ บริหารค่าใช้จ่าย และรายได้อย่างรู้จริงทุกบาททุกสตางค์ และมีการเก็บเงินสำรองไว้ใช้ยามจำเป็น

กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดของร้านค้าปลี

จากการเปิดเสรีทางการค้าในประเทศไทย ทำให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก ทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ต่างต้องปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ และต่อไปนี้คือกลยุทธ์เพื่อสร้างความอยู่รอดให้กับร้านค้าปลีกของไทย

1. กลยุทธ์ด้านการเงิน

• ต้นทุนการดำเนินงาน ผู้ประกอบการต้องรู้จักการบริหารการผลิตเพื่อช่วยลดต้นทุนการเก็บสินค้าคงคลังที่ไม่จำเป็นไว้ในสต็อกนานเกินไป

• รายได้เสริม นอกจากการขายสินค้าภายในร้านแล้ว ในช่วงเวลาว่าง ผู้ประกอบการอาจผลิตสินค้าอื่น ๆ ออกมาจำหน่าย หรือแบ่งพื้นที่หน้าร้านให้เช่าเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับร้านค้าในอีกทางหนึ่ง

• เน้นสินค้าที่มีกำไร ผู้ประกอบการควรเน้นสินค้าที่คนส่วนใหญ่นิยมซื้อ หรือสินค้าที่ให้กำไรสูงมากเป็นพิเศษกว่าสินค้าประเภทอื่น เช่น เครื่องดื่ม เพราะเป็นสินค้าที่ดื่มกันทุกเพศ ทุกวัย เป็นต้น

• ไม่แข่งขันด้านราคา ผู้ประกอบการควรเน้นสร้างความแตกต่าง ให้สินค้ามีความแปลกใหม่ มีดีไซน์เก๋ไม่เหมือนใคร มากกว่าจะแข่งขันกันด้านราคา

• ไม่ขยายตัวด้วยเงินกู้ การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ยากเลย ถ้ากิจการไม่มีหนี้สิน ดังนั้น ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกไม่ควรรีบร้อนขยายกิจการถ้าผู้ประกอบการยังไม่มีเงินลงทุนเพียงพอ และไม่ควรกู้เงินเพื่อนำมาขยายกิจการ

2. กลยุทธ์การตลาด

• Marketing Back to Basics เป็นพื้นฐานทางการตลาด เพื่อศึกษาถึงความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลเหล่านั้นจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการได้อย่างเหมาะสม

• การปรับ layout เป็นการจัดรูปแบบร้านใหม่ โดยให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในการเลือกซื้อเลือกหยิบสินค้าด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่าการบริการด้วยตัวเอง (Self Service)

• ถ้ามีคู่แข่งต่างชาติ ให้เลือกทำเลรอง 2 nd-class location ผู้ประกอบการควรเลือกทำเลในพื้นที่ชั้น 2 หรือทำเลรอง เพราะพื้นที่ชั้น 1 หรือทำเลหลักจะมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะคู่แข่งต่างชาติ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเลือกทำเลรองลงไป แต่ยังมีศักยภาพพอสมควร

• Originality คือ ความพิเศษของตัวสินค้าที่มีเฉพาะร้านเท่านั้น

• กุมหัวใจลูกค้าเดิม เป็นการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเดิมไว้ เพราะการรักษาลูกค้าเดิมจะง่ายและใช้ต้นทุนน้อยกว่าการแสวงหาลูกค้าใหม่

3. กลยุทธ์การบริหาร

• ขายนอกร้าน เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมีช่องทางการจัดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น และนั่นหมายถึง รายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย เช่น ร้าน S&P ไม่ได้ขายของหวานเฉพาะในร้านเท่านั้น แต่ขนมของ S&P ยังถูกวางจำหน่ายตามร้านจิฟฟี่ในปั๊มน้ำมัน JET และห้างสรรพสินค้าต่างๆ อีกด้วย

• Non - Store เป็นการขายตรงแบบไม่มีร้านค้า เพื่อกระจายช่องทางการจำหน่ายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น ศิริวัฒน์แซนด์วิช เป็นต้น

• Franchising ถ้าหากกิจการยังไม่ประสบความสำเร็จ กิจการนั้นคงไม่เหมาะสมที่จะทำแฟรนไชส์ เพราะแฟรนไชส์เป็นกลยุทธ์สำหรับธุรกิจที่มีความสำเร็จ แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์และกำลังคนในการขยายงาน

• หาพันธมิตร เป็นการร่วมมือกันระหว่างธุรกิจที่ดำเนินกิจการในรูปแบบเดียวกัน การสร้างพันธมิตรจะทำให้ธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จ มากกว่าการดำเนินงานแต่เพียงลำพัง

วิธีการข้างต้นเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการสามารถนำไปพัฒนารูปแบบการบริหารร้านค้าปลีกได้ โดยผู้ประกอบการไม่ต้องอาศัยการลงทุนเพิ่ม นอกจากนี้ ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกจำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวทางธุรกิจและเศรษฐกิจ รวมทั้งแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งผู้ประกอบการต้องมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย

ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม (Traditional Trade) หรือร้านโชว์ห่วย เป็นร้านจำหน่ายสินค้า อุปโภค-บริโภคที่เป็นรูปแบบเก่า การจัดวางสินค้าไม่เป็นระเบียบ ไม่มีการติดป้ายราคา ส่วนใหญ่เป็นร้านห้องแถวที่มีพื้นที่ไม่มากนัก การจัดการเป็นแบบครอบครัว ไม่มีการทำบัญชีอย่างเป็นระบบ ไม่ได้ใช้ความรู้ในเรื่องการจัดเรียงสินค้าและการบริหารสต๊อกเท่าที่ควร ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้อยู่อาศัยในละแวกใกล้เคียง

ผู้บริโภคในปัจจุบันนิยมเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากความหลากหลายของสินค้าและมีรูปแบบความบันเทิงอื่นๆ อยู่ภายใน ส่งผลกระทบต่อร้านค้าขนาดเล็ก โดยเฉพาะร้านโชว์ห่วยอย่างรุนแรง ร้านค้าเหล่านี้จำนวนมากต้องปิดกิจการลง ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงเปิดดำเนินการและพบว่ายอดขายลดลง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ร้านโชว์ห่วย อยู่รอดต่อไปได้นั้น คือตัวผู้ประกอบการเอง การเข้าใจสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและรู้จักปรับตัวเพื่อแข่งขัน คือคุณสมบัติที่สำคัญ

แนวทางที่เจ้าของร้านโชว์ห่วยทำได้ขั้นต้นคือ เร่งปรับตัวโดยลดจุดด้อย เพิ่มจุดแข็ง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนจะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ยกตัวอย่างเช่น ต้องมีความพร้อมทั้งในด้านการจัดตกแต่งร้านให้มีความสะอาด สวยงาม จัดหมวดหมู่สินค้าให้เป็นสัดส่วน หรือสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง เพื่อดึงดูดลูกค้า และรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย

ในด้านของการบริการ สิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของร้านโชว์ห่วย ที่มีมานานแล้วก็คือ อัธยาศัยไมตรี ที่ดีของเจ้าของร้านกับคนในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความได้เปรียบสำคัญ ที่จะช่วยยึดเหนี่ยวลูกค้า ให้มีความประทับใจต่อร้านโชว์ห่วย

ในด้านราคา แม้ว่าร้านโชว์ห่วยจะมีต้นทุนในการซื้อสินค้าต่อหน่วยสูงกว่าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ แต่ร้านโชว์ห่วยยังมีความได้เปรียบในส่วนของต้นทุนการดำเ