ขอชื่นชมมากๆ เราสามารถก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ผมเชื่อว่าจุดเริ่มเล็ก ๆ ครั้งที่ 1 และ 2 จะต่อยอดให้มีการตระหนักและเข้าใจการทำงานเป็นทีมมากขึ้นในคลินิกของเรา การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ

ผมมี case คล้ายกันนี้วัยก็ใกล้เคียงกัน และเคยเกเร เหมือนกัน จากประสบการณ์ที่สอน neurobiology และการทำวิจัยทางระบบประสาท และอ่าน journal มา โดยปกติแล้วสมองแต่ละซีกทำงานต่างกัน โดยพบว่าสมองข้างซ้ายนั้นจะทำงานด้าน คำนวณ, วิทยาศาสตร์ และภาษา ที่เด่นชัด สำหรับสมองข้างขวานั้นจะทำงานด้านอารมณ์ และด้านศิลปะ 

สำหรับประสบการณ์นั้นพบว่าเมื่อมีผู้ประสบอันตรายต่อสมอง ไม่ว่า stroke หรือ CVD และ Head injury นั้น พบว่า ถ้าผู้ป่วยมีพยาธิข้างซ้ายที่สมองแล้ว ต่อมาต้องมีการฟื้นฟูสภาพ โดยร่างกายด้านที่มีปัญหาคือด้านซีกขวา ทำให้ช่วงระยะ ของการเรียนรู้นั้นผู้ป่วยมักใช้ข้างที่ดี คือด้านซ้ายของร่างกายเป็นหลัก ผมสังเกตุ เหตุว่า คนไข้ของผมหลังจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และมีพยาธิสภาพที่สมองข้างซ้าย และกลับมาใช้สมองขวาทำงาน นั้น จากเขาเป็นคนที่เรียนเรื่องบริหาร มีการคิดคำนวณทางบัญชี พบว่าเขามีปัญหาในการคิดวิเคราะห์ เป็นอย่างมาก แต่กลับพบว่าเขามีพัฒนาการทางศิลปะมากขึ้น ชื่นชอบดนตรี และการวาดภาพ มองอะไรเป็น art มากขึ้น

แต่นี้ก็ เป็นเพียงประสบการณ์ที่เจอมา  แต่ในทางการทดลองนั้น พบว่าระบบประสาทของมนุษย์นั้นมีคุณสมบัติดังนี้

1. Plasticity of Neural Function : หมายถึงความสามารถในการปรับเปลี่ยนการทำงานและการงอกใหม่ของใยประสาท การเกิด neural plasticity เกิดขึ้นได้ทั้งระดับของการปรับเปลี่ยนหน้าที่ โครงสร้างการทำงานของเซลล์ในระยะแรกจนถึงระยะยาว หรือเพื่อให้เข้าใจอย่างง่ายขึ้นก็คือเมื่อเซลล์สมองหนึ่งสูญเสียหน้าที่ไป เซลล์สมองข้างเคียงจะปรับหน้าที่การทำงานในระยะแรก (shortterm) ตลอดจนการเปลี่ยนโครงสร้างในระยะยาว (long term)

2. สมองทำงานติดต่อกับสมองด้วยกัน : สมองส่วนต่างๆ จะไม่ทำงานเป็นอิสระ แต่จะทำงานขึ้นต่อกันและกัน ผลของการทำงานที่ขึ้นต่อกันและไม่ได้หมายความว่า ถ้าหน้าที่บางอย่างของสมองเสียไป จะทำให้หน้าที่อีกอย่างของสมองเสียไปด้ายแต่หมายความว่า ถ้าหน้าที่อย่างด้อยคุณภาพไป ความสามารถของสมองจะทำงานร่วมกันมากขึ้น เป็นผลให้มีความสามารถด้านการปรับตัวเพิ่มขึ้นด้ยว

3. สมองมีกลไกเฉพาะ (brain mechanism concept) :  เกี่ยวกับการแปลผลของสิ่งเร้าที่ส่งมาในรูปของสัญญาณประสาท หมายความว่า ขบวนการที่จะแปลผลของสิ่งเร้าที่มากระตุ้นร่างกายเพื่อส่งสัญญาณตอบสนองที่เหมาะสมตามที่สมองแปลผลชองสมองนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นในการที่จะให้สมองมีโอกาสได้แปลผลตามที่เราต้องการ จึงจำเป็นต้องทราบถึงสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมด้วยจึงจะได้ผล

4. Neural Synapse : รอยต่อระหว่าง neuron กับ neuron หรือ neuron กับ เซลล์อื่น ๆ โดยพลังประสาทที่เกิดขึ้นในใยประสาทจะถูกส่งจาก neuron ตัวหนึ่งไปยังเซลล์อีกตัวหนึ่งโดยผ่านรอยต่อหรือจุดประสานนี้ ทำให้บริเวณนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ดังนั้นเพื่อเชื่อมโยงข่วสารข้อมูลระหว่างเซลล์ต่อเซลล์ให้เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการติดต่อประสานงานกันของเส้นใยประสาท ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีบ่อย ๆ ครั้งขึ้น ซี่งหมายความว่าถ้ามีสิ่งเร้าและการนำประสาทบ่อยขึ้นความสามารถในการปรับตัวติดต่อกับส่วนอื่นของสมองย่อมทำได้ดี หน้าที่การทำงานของร่างกายก็จะมีประสิทธิภาพเหมาะสมมากขึ้น

5. ความสามารถในการรับสิ่งเร้า (Sensory stimulation) : การรับสัญญาณประสาทจากทางเดินมาช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของเซลล์ประสาทสั่งการให้เพิ่มสัญญาณประสาทมากขึ้น ซึ่งถ้าประสาทสั่งการทำงานได้มากขึ้น ก็จะทำให้มีโอกาสรับรู้ได้มากขึ้น

5. ความสามารถในการรับรู้สิ่งเร้าภายนอก : ต้องอาศัยอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอก การที่จัดให้มีการรับเอาสิ่งเร้าเข้าไปอย่างเหมาะสม และตรงตามตามต้องการบุคคลที่รับนั้น จะทำให้สมองมีการพัฒนาได้มากขึ้น

ดังนั้น ทีม PT, OT, Speech Language Pathologist และนักบำบัด อื่น ๆ จำเป็นต้อง take action ในการเข้าถึงปัญหาของผู้ป่วยไม่ว่าทางร่างกาย และจิตสังคม ซึ่งจะทำให้เราครอบคลุมและบูรณาการความรู้ของความหลากหลายแห่งวิชาชีพที่มุ่งเป้าไปสู่ผลประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นหลักชัย