โครงการดำเนินมากว่าครึ่งทาง มีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมโครงการจำนวน 20 คน เกินเป้าหมายมา 5 คน มาจาก 3 โรงเรียน มีเด็กพิการร่างกายเดินเองไม่ได้ 1 คน เด็กสมาธิสั้นจำนวน 1 คน นอกจากนั้นก็เป็นเด็กปกติ กิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นกิจกรรมที่ผ่านการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่าสมาชิกค่ายอายุ 6-11 ปีทำร่วมกันได้และที่สำคัญคือ เด็กสมาชิกทั้งสองกลุ่มจะต้องทำกิจกรรมร่วมกันได้มากที่สุด
สำหรับเหตุที่จะต้องมีการวิเคราะห์กิจกรรมก่อนทุกครั้งซึ่งเป็นงานหนักสำหรับผู้จัดโครงการ แต่ผลที่ผ่านมา 6 ครั้งนั้นพบว่าการทำกิจกรรมโครงการแบบบูรณาการคน เป็นการจัดประสบการณ์ตรงที่มีอยู่ในชีวิตจริงของคนทั้ง 2 กลุ่ม หมายความว่า ชีวิตจริงของคนในสังคมไม่ว่าจะเป็นคนปกติ หรือคนพิการไม่สามารถเลือกเพื่อนร่วมสังคมได้ ในสังคมจะประกอบด้วยคนที่มีความแตกต่างทั้งความคิด ทั้งร่างกาย การพัฒนาคนแบบแยกส่วนจะทำให้คนทั้ง 2 กลุ่มไม่สามารถปรับตัวเข้าหากันได้เมื่อต้องดำเนินชีวิตร่วมกัน ทำให้คนที่ดูว่าด้อยกว่าจะต้องเป็นฝ่ายถอย ชีวิตก็จะไม่มีความสุข แต่ถ้าหากการพัฒนา การจัดการเรียนรู้ หรือการจัดกิจกรรม ทำร่วมกันแบบบูรณาการเท่ากับเป็นการจัดประสบการณ์ตรงและประสบการณ์จริง เมื่อคนทั้ง 2 กลุ่มได้อยู่ร่วมกันในสังคมก็จะเกิดความคุ้นชิน เข้าใจกัน ปัญหาการตั้งข้อรังเกียจ การกลัว การแน่ใจจะหมดไปทำให้คนทั้ง 2 กลุ่มอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ผลสำคัญคือ คนพิการจะมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน สังคมสงบสุข
ภาพการทำกิจกรรมร่วมกัน การช่วยเหลือกันในทุกเรื่องโดยที่ครูไม่ต้องเอ่ยปาก เป็นภาพประทับใจมากสำหรับครู ผู้ปกครองที่มาพบเห็น อยากนำเสนอภาพกิจกรรมเหล่านั้นมากแต่ ครูเขียวเป็นคนไม่ทันสมัยจึงส่งมาให้ดูไม่ได้