น.ส.กฤติกา     วิชาธร  การจัดการรุ่น 3

สรุปการเรียน วิชา การจัดการดำเนินงาน  วันที่ 3 เมษายน 2554

บทที่ 3 การจัดการเครือข่ายวัสดุ (Supply Chain Management) 

การจัดการเครือข่ายวัสดุ คือการจัดการการไหลของข้อมูล วัสดุ ผลิตภัณฑ์ และบริการทั้งระบบ

Supply chain หรือ ห่วงโว่ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมต่อกันตั้งแต่ supplierวัตถุ ผ่านผู้ผลิตระดับต่างๆ จนกระทั้งเป็นสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งรวมเรื่องคลังสินค้า การจัดส่ง การกระจายสินค้าไปยัง ลูกค้ารายสุดท้าย

การวัดผลงานของ  Supply chain

การประเมินผลงานอาจทำได้โดยการวัดอัตราหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง หรือระยะเวลาที่สินค้าคงคลังจะเก็บไว้ในคลัง และนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่ง หรือเป้าหมายที่กิจการกำหนด

อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง     =     ต้นทุนสินค้าขาย  /  สินค้าคงคลัง

ระยะเวลาที่สินค้าอยู่ในคลัง (สัปดาห์)   =     สินค้าคงคลัง  X  52  /  ต้นทุนขาย

นอกจากนั้นการประเมินผลงานการจัดการเครือข่ายวัสดุ อาจประเมินจากกฎเกณฑ์ อื่นๆ ดังนี้

1.ร้อยละของคำสั่งที่สั่งให้ลูกค้าได้ทันเวลา

2.จำนวนและความรุนแรงอันเนื่องจากวัสดุขาดมือ

3.ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคลังสินค้าต่อปี

4.จำนวนครั้งที่ลูกค้าต่อว่าหรือไม่พอใจจากบริการที่ไม่ดี

กลยุทธ์เกี่ยวกับ Supply Chain

                     ผลิตภัณฑ์ตามหน้าที่   ผลิตภัณฑ์นวตกรรม

 

ประสิทธิภาพ

 

            เหมาะ

 

      ไม่เหมาะ

รวดเร็ว

 

        ไม่เหมาะ

 

       เหมาะ

Supply chain ที่มุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนเกี่ยวกับสินค้าเหมาะกับผลิตภัณฑ์ตามหน้าที่

Supply chain ที่มุ่งเน้นความสามารถในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดเหมาะกับผลิตภัณฑ์เชิงนวตกรรม

Supply chain ที่เน้นประสิทธิภาพออกแบบเพื่อลดต้นทุน โดยใช้ระบบที่มีอัตราการใช้ทรัพยากรสูง ลดสินค้าคงคลังทั้งเครือข่าย เลือก ซัพพลายเออร์ที่ผลิตสินค้ามีคุณภาพและต้นทุนต่ำ

Supply chain ที่เน้นความสารถในการตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลลงของตลาดเป็นการคัดเลือกเครือข่าย Supply chain ที่มุ่งเน้นลดรอบระยะเวลานำหรือเวลาตั้งแต่ได้รับคำสั่งจนกระทั้งจัดส่ง (lead time) เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของอุปสงค์เพื่อลดต้นทุนจากสินค้าขาดมือ

บทที่ 4 การควบคุมสินค้าคงคลัง

ต้นทุนเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง 

1.ต้นทุนในการเก็บรักษา (holding or carrying costs) ได้แก่ ต้นทุนเกี่ยวกับค่าคลังสินค้า การจัดเก็บ การดูแล การประกันภัย สินค้าแตกหัก หรือเสื่อมสภาพระหว่างจัดเก็บ ค่าเสื่อมราคาเกี่ยวกับคลังสินค้า และค่าของเงินทุนที่จมในสินค้าคงคลัง

2.ต้นทุนการสั่งผลิตหรือสั่งซื้อ (setup or production change or ordering costs) ได้แก่ ต้นทุนการปรับเครื่องจักรเพื่อการผลิตแต่ละคำสั่ง ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายวัตถุที่ใช้ผลิตอยู่ก่อนหน้าออกจากบริเวณปฏิบัติงาน ต้นทุนที่เกี่ยวกับการสั่งซื้อวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนแต่ละครั้งที่นอกเหนือจากค่าวัตถุดิบหรือชิ้นส่วน

3.ต้นทุนเกี่ยวกับของขาดมือ (stock out costs) การเสียลูกค้า สูญเสียกำไร ถูกปรับกรณีส่งของล่าช้า

การจำแนกสินค้าคงคลังตามลักษณะอุปสงค์

อุปสงค์อิสระ(independent demand) คือ ความต้องการสินค้าแต่ละชนิดไม่มีความสัมพันธ์กัน

อุปสงค์ที่ไม่อิสระ(dependent demand) คือความต้องการของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นผลเนื่องมาจากความต้องการในของอื่นๆ การกำหนดจำนวนความต้องการสินค้าที่ไม่อิสระทำได้อย่างง่ายๆ โดยใช้ตัวเลขความต้องการของรายการในระดับเหนือขึ้นไป

เทคนิคการพยากรณ์

1.การพยากรณ์เชิงปริมาณ เป็นการพยากรณ์ที่ต้องอาศัยสถิติข้อมูลเชิงปริมาณในอดีตมาใช้เป็นฐานในการพยากรณ์

- ข้อมูลในอดีตสามารถหาได้

- ข้อมูลมีจำนวนเพียงพอ

- ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

วิธีการพยากรณ์เชิงปริมาณ ได้แก่

1.1วิธีอนุกรมเวลา

- วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

- วิธีเอกโปเนนเชียล

- วิธีวิเคราะห์แนวโน้ม

1.2วิธีวิเคราะห์ความสัมพันธ์

- วิธีวิเคราะห์สมการถดถอย

2.การพยากรณ์เชิงคุณภา เป็นการพยากรณ์ที่อาศัยข้อมูลเชิงพรรณนา เหมาะสำหรับกรณีที่สถิติเชิงปริมาณในอดีตมีไม่เพียงพอหรือไม่สามารถรวบรวมได้

- วิธีเดลฟี

- วิธีสอบถามผู้บริหารระดับสูง

- วิธีสอบถามพนักงานระดับปฏิบัติงาน

- วิธีสอบถามผู้เชี่ยวชาญ

- วิธีสำรวจตลาด

ตัวแบบคณิตศาสตร์เกี่ยวกับคลังสินค้าคงเหลือ

1.จำนวนสั่งคงที่ (Economic order quantity หรือ EOQ หรือ Q - Model) เริ่มสั่งสินค้าใหม่เมื่อระดับสินค้าคงคลังลดลงมาถึงระดับที่กำหนดไว้ การบันทึกบัญชีสินค้าคงคลังต้องใช้ระบบต่อเนื่อง มักใช้กับสินค้าที่มีราคาสูง หรือวัดถุดิบที่มีความสำคัญมาก ต่อระบบการผลิต

2.ระยะเวลาสั่งคงที่ (Periodic system หรือ P - Model) เริ่มสั่งใหม่เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ การบันทึกบัญชีใช้ระบบตรวจนับเป็นครั้งคราว

ลักษณะของการสั่งสินค้า

1.สินค้าที่สั่งส่งทั้งจำนวน สั่งและส่งสินค้าทั้งหมดในครั้งเดียว

2.ผลิตสินค้าและทะยอยส่ง จะผลิตและจัดส่งตามจำนวนผลิตเสร็จในแต่ละวัน

สินค้าคงคลังสำรอง(Safety stock)

สินค้าคงคลังสำรอง ทำเพื่อป้องกันสินค้าขาดมือซึ่งจะมีผลให้ต้นทุนของสินค้าเพิ่มขึ้น

การจำแนกสินค้าคงคลังแบบ A B C

เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการควบคุมสินค้าคงเหลือ เพื่อกำหนดวิธีควบคุมให้เหมาะสมกับความสำคัญของสินค้าแต่ละชนิด โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามมูลค่าของสินค้า คือ

A     =     กลุ่มที่มีมูลค่าสูงประมาณร้อยละ 70 ของมูลค่ารวม

B     =     กลุ่มที่มีมูลค่าปานกลางประมาณร้อยละ 20 ของมูลค่ารวม

C     =     กลุ่มที่มีมูลค่าต่ำประมาณร้อยละ 5 ของมูลค่ารวม

บทที่ 5 การวางแผนผลิตรวม (Aggregate Planning)

แบ่งมิติด้านเวลาออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะยาว ระยะปานกลาง และ ระยะสั้น

การวางแผนกระบวนการผลิต เป็นแผนที่กำหนดเกี่ยวกับเทคโนโลยีและวิธีการที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์หือบริการ ส่วนการวางแผนกำลังการผลิตเกี่ยวข้องกับการกำหนดขนาดและขอบเขตของกำลังการผลิตในระยะยาว การวางแผนการผลิตรวมสำหรับกิจการผลิตสินค้าและกิจการบริการโดยทั่วไปจะเหมือนกัน ยกเว้น แผนการผลิตรวมสำหรับกิจการผลิตสินค้าจะมี แผนสินค้าคงคลังเข้ามาเกี่ยวข้อง

แผนกำหนดการผลิตหลัก (Master production schedule = MPS) จะแสดงจำนวน กำหนดวัน และระยะเวลาที่จะผลิตสำหรับผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด

แผนความต้องการวัตถุ (Material requlrements planning = MRP) แสดงถึงเวลาและจำนวนชิ้นส่วนที่ต้องผลิต จำนวนวัตถุที่ต้องจัดซื้อ เพื่อให้ชิ้นส่วนและวัตถุที่ต้องการมีพร้อมในเวลาที่ต้องการ ทำให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์ได้เสร็จทันตามเวลาที่กำหนด

คุณลักษณะของแผนการผลิตรวม

1.กลุ่มผลิตภัณฑ์ เป็นการวางแผนการผลิตโดยไม่ลงรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ แต่จะนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาเทียบเป็นหน่วยๆ เทียบเท่าที่เหมาะสมและสะดวก

2.แรงงาน แปลงแรงงานที่แตกต่างกันให้เป็นกลุ่มแรงงงานเดียวกันโดยการใช้หน่วยเทียบเท่าที่เหมาะสม

3.เวลา โดยทั่วไปจะใช้ระยะเวลา 6 – 8 เดือน และแบ่งช่วงเวลาเป็นรายเดือนหรือไตรมาส และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบต่อแผนการผลิต ก็จะปรับปรุงเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส

จุดมุ่งหมายของแผนการผลิต

1.เพื่อกำหนดกำลังการผลิตให้เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่พยากรณ์ไว้และมีความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง

2.เพื่อใช้ทรัพยากรการผลิตต่างๆ

3.เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง

กลยุทธ์แผนการผลิตรวม

1.แผนการผลิตผันแปรตามอุปสงค์ คือแผนการผลิตที่ปริมาณการผลิต และแผนแรงงานผันแปรไปเท่ากับอุปสงค์ในแต่ละช่วงเวลา กลยุทธ์นี้จะเหมาะสมถ้าแรงงานหาได้ง่ายและระยะเวลาการฝึกให้ทำงานสั้น การจ้างเข้าและปลดมีต้นทุนไม่สูง

2.แผนการผลิตสม่ำเสมอ  ปริมาณการผลิตในแต่ละชาวงเวลาและจำนวนแรงงานคงที่

3.แผนการผลิตแบบผสม อาจจะกำหนดและเปลี่ยนแปลงปริมาณผลผลิตด้วยการใช้ชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาหรอลดชั่วโมงการทำงาน กลยุทธ์นี้ช่วยให้แรงงานมีความมั่นใจว่างานมั่นคง ลดการเสียขวัญ

การจ้างเหมาช่วง เพื่อรองรับกับการผันแปรของอุปสงค์ เป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง

การวิเคราะห์ต้นทุนของแผนการผลิตรวม

ควรดูแผนที่ทำให้ต้นทุนรวมของแผนนั้นๆ ต่ำสุด ต้นทุนที่เกี่ยวข้อง คือ

1.เงินเดือน ค่าแรง ล่วงเวลา

2.ต้นทุนเกี่ยวกับการรับพนักงานใหม่และการปลดพนักงาน

3.ต้นทุนการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง

4.ต้านทุนเกี่ยวกับการค้างส่งสินค้าตามคำสั่ง

การจะวิเคราะห์ว่าแผนใดเหมาะสมต้องพยายามหาแผนการผลิตรวมที่ต้นทุนรวมต่ำที่สุด

สินค้าปลายงวด     =     สินค้าต้นงวด + ผลิต  -  ความต้องการ

บทที่ 6 การวางแผนความต้องการวัตถุ (Material Requirements Planning) MRP

เป็นการวางแผนความต้องการวัตถุหรือส่วนประกอบ ที่จะใช้สำหรับผลิตผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด ว่าจำนวนวัตถุดิบ จำนวนชิ้นส่วนที่ต้องการสำหรับการผลิตผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดเท่ากับเท่าใด จะต้องสั่งซื้อหรือสั่งผลิตเมื่อใด

ข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำ MRP

1.MPS  ตารางการผลิตที่ระบุเวลา เจาะจงรุ่นผลิตภัณฑ์ กำหนดจำนวนที่ต้องผลิต

2.Bill of material (BOM) ลำดับของชิ้นส่วนที่ต้องใช้ตั้งแต่ต้นทางไปถึงผลิตภัณฑ์สุดท้ายต้องใช้ ชิ้นส่วนใดบ้าง จำนวนเท่าใด และวัตถุที่ต้องใช้แต่ละระดับ 1 หน่วย ต้องใช้สิ้นส่วนเท่าใด จำนวนเท่าใด

3.Inventory file ข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ มีคุณสมบัติเฉพาะอย่างไร ซื้อหรือผลิตจากใคร ใช้เวลาในการสั่งซื้อหรือผลิตเท่าใด ยอดคงเหลือเท่าใด

เงื่อนเวลาที่ยอมให้เปลี่ยนแปลง (Time Fences)

1.ระยะที่ห้ามเปลี่ยนแปลงหรือระยะแช่แข็ง (Frogen) ระยะเวลาที่ไม่อนุญาตให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

2.ระยะเวลาที่ยินยอมให้เปลี่ยนแปลงได้บ้าง (Mqderately firm) อาจยอมให้เปลี่ยนแปลงได้บ้าง เช่น รุ่น

3.ระยะที่ยืดหยุ่น (Flexible) เป็นช่วงที่ยินยอมให้มีการเปลี่ยนแปลงเกือบทุกอย่างภายใต้เงื่อนไขกำลังการผลิตเท่าเดิม และไม่ทำให้ lead time ยาวขึ้น

 

        ระยะแช่แข็ง

    ระยะผ่อนผันเล็กน้อย

         ระยะยืดหยุ่น

            กำลังการผลิต

                          คำสั่งซื้อของลูกค้า

คาดคะเนความต้องการและกำลังการผลิต

 

8

1.5

26

                                                 สัปดาห์

บทที่ 8 ทฤษฎีการตัดสินใจเบื้องต้น (Supply Chain Management)

ประเภทการตัดสินใจ

1.ภายใต้ความแน่นอน (Certainly) จะเลือกทางเลือกที่ได้ผลดีที่สุด

2.ภายใต้ความไม่แน่นอน (Uncertainly) เกณฑ์การตัดสินขึ้นอยู่กับตัวแบบการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เลือกทางเลือกที่

 - ได้มูลค่าคาดหวังตัวเงินสูงสุด (Maximum Expected Monetary Value) EMV

- ค่าคาดหวังของข่าวสารที่สมบูรณ์ (Expected Value with perfect information) evwpl

- ค่าเสียโอกาสคาดหวังต่ำสุด (Minimum Expected Opportunlty Loss) EOL

- การวิเคราะห์ความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis)

- การเลือกผลตอบแทนสูงสุด ใน2โอกาสที่จะเกิดขึ้นเท่ากัน (Equally Likely)

- ค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Criterion of Realism)

- ภายใต้ความเสี่ยง (Risk)

เทคนิคที่ช่วยในการตัดสินใจ ตัวแบบเครือข่าย

- เทคนิคการเชื่อมต่อเครือข่ายให้มีระยะทางสั้นที่สุด( Minimal-Spanning tree Technique) เป็นวิธีการแก้ปัญหาการเชื่อมต่อจุดต่างๆ ในเครือข่ายให้ติดต่อทั่วถึงกัน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ระยะทางสั้นที่สุด เพื่อประหยัดทรัพยากรที่ต้องใช้ในการเชื่อมต่อ

- เทคนิคการไหลสูงสุด( Maximum-Flow Technique)เป็นวิธีการกำหนดการไหลของวัตถุ หรือกิจกรรมให้ได้มากที่สุดในเครือข่าย

- เทคนิดเส้นทางที่สั้นที่สุด (Shortest-route Technique) เป็นการกำหนดหาเส้นทางจากจุดต้นทางไปยังจุดปลายทางที่ระยะทางสั้นที่สุด

บทที่ 11การจัดการโครงการ

เทคนิคที่ช่วยในการบริหารโครงการ

เทคนิคการทบทวนและประเมินโครงการ (Program Evaluation and Review Technique PERT)

ลำดับขั้นตอนของ PERT  ประกอบด้วย

ขั้นที่ 1   กำหนดกิจกรรมโดยใช้สัญลักษณ์ตัวอักษร เช่น A B C  แทนกิจกรรม

ขั้นที่ 2   กำหนดลำดับกิจกรรมที่ต้องทำก่อนหลัง

ขั้นที่ 3  เขียนข่ายงานของกิจกรรม

ขั้นที่ 4   กำหนดเวลาแล้วเสร็จของแต่ละกิจกรรม

ขั้นที่ 5   คำนวณว่าสายงานใดยาวที่สุดในโครงข่ายงานทั้งโครงการ ซึ่งสายงานดังกล่าวเรียกว่าสายงานวิกฤต

ขั้นที่ 6   ติดตามและควบคุมโดยใช้ข้อมูลจาก PERT ในการติดตามและควบคุม