ถ้าหากเราจะขยายวงเรื่องการเรียนรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับ belief หรือศรัทธาเรื่องคนออกไปสู่สังคม เราจะมีวิธีการอย่างไร
1. การประพฤติปฎิบัติเป็นตัวอย่าง การกระทำของเราทุกคนล้วนแต่บอกนัยถึงสิ่งที่เรา “เชื่อ” และ “มั่น” ในนั้นเสมอ ซึ่งถ้าเป็นผู้นำซึ่งมีอิทธิพลต่อผู้คนในด้านต่าง ๆ เป็นผู้ปฏิบัติเป็นตัวอย่างเอง จะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น เพราะมีผู้ตามคอยให้ความสนใจเป็นจำนวนมากเช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระองค์เป็นตัวอย่างอันดีงามในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนของพระองค์ พร้อมกันนี้พระองค์ท่านจะทรงมีพระราชดำรัสประทานแก่คณะบุคคลตามวาระโอกาสต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ท่านทรงใส่พระทัยความเป็นอยู่ทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร์และเห็นคุณค่าของมนุษย์อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องด้วย อีกตัวอย่างเช่น ปฏิกิริยาตอบสนองของเจ้านายที่มีต่อลูกน้อง เมื่อลูกน้องทำงานผิดพลาด เจ้านายบางคนอาจจะด่าลูกน้องเปิดเปิงต่อหน้าคนอื่น (ไม่สนใจความรู้สึกเสียหน้าของลูกน้อง เห็นว่าเป็นแค่ลูกน้อง) แต่เจ้านายบางคนอาจจะเรียกลูกน้องเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว พร้อมอธิบายเหตุผลที่ตำหนิและแนะนำทางแก้ไขปัญหาให้ (แสดงว่ายังรักษาหน้าของลูกน้องไว้บ้าง และมองเห็นลูกน้องในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งบางครั้งอาจจะผิดพลาดไปบ้าง) การทำให้ผู้อื่นเข้าใจและเชื่อในสิ่งที่เราบอก เราจึงจำเป็นต้องแสดงให้เห็นจริงในสิ่งที่เราบอกเช่นนั้นด้วย
2. การสื่อสารอย่างชัดเจน บางครั้งการลงมือทำเป็นตัวอย่างอาจจะไม่เพียงพอ ในแง่ของความหมายและเหตุผลที่แฝงอยู่ ดังนั้นการสื่อสารอย่างชัดเจนและตรงประเด็น จะทำให้เกิดการเรียนรู้ไปสู่สังคมในวงกว้างได้ดียิ่งขึ้น เช่น การสื่อ “สาร” ที่ยกย่องคนดีมีความสามารถ ทำประโยชน์ให้กับสังคมประเทศชาติ (ไม่ใช่แค่การยกย่องเศรษฐีมีเงินว่าเป็นคนดี) แม้เวลาจะผ่านไปนานสักเท่าใด คนก็จะไม่มีวันลืมเลือนคุณความดีของบุคคลเหล่านั้นได้ ตัวอย่างเช่น การยกย่องเชิดชูบุคคลที่ทำคุณงามความดีในโอกาสต่าง ๆ การนำเสนอชีวประวัติของบุคคลตัวอย่างเป็นต้น
3. การใช้เทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินชีวิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากเราอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสารที่ไหลบ่าอย่างรวดเร็ว เราเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายอย่างมากมาย ทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การนำเทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินชีวิตมาใช้ในการเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจในความเชื่อและศรัทธาเรื่องคนให้กว้างออกไป เช่นจากเดิม เรามีหนังสือพิมพ์เป็นสื่อกลางในการส่งสารความเชื่อในเรื่องต่าง ๆ เรามีสภากาแฟ (เช่นตามร้านขายกาแฟ ร้านโจ๊กยามเช้า) ไว้คอยถกเถียงถึงสิ่งถูกสิ่งผิดที่เกิดขึ้นในสังคม แต่เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ เรามีอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ เว็บบอร์ด บล็อก หรือแม้แต่ social network อย่างเช่น Facebook และ Twitter มาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมแบ่งปันทุกความคิด ทุกความเชื่อ และทุกความคิดเห็นร่วมกัน ซึ่งการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจเรื่องคุณค่าของคนนั้น การใช้เทคโนโลยีและรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน จะทำให้เราสามารถขยายวงการเรียนรู้ไปได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วมากขึ้นนับทวีคูณ
4. การสร้างความเชื่อและค่านิยมที่ดีงาม ทั้งสามข้อข้างต้นเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ความเชื่อความศรัทธาของผู้คนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว แต่เราต้องไม่ลืมว่า บ้านเรือนจะมั่นคงได้ ก็ต้องมีรากฐานที่ดีเสียก่อน ซึ่งการจะส่งเสริมให้คนเชื่อมั่นและศรัทธาในเรื่องคุณค่าของมนุษย์อย่างยั่งยืนนั้น เราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อและความนิยมที่ดีงามให้เกิดขึ้นเสียก่อน เช่นจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคมและการเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาที่ตนนับถืออยู่ ซึ่งแม้จะต้องใช้เวลาบ่มเพาะความเชื่อค่านิยมที่ดีงาม แต่เมื่อคนเราหยั่งรากลึกเรื่องความเชื่อมั่นศรัทธาในคุณค่าของมนุษย์ลงในจิตใจของตนแล้ว การเชื่อมั่น การศรัทธา และการเผยแพร่ส่งต่อไปให้ผู้อื่นในวงกว้างต่อไป จะสามารถทำได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในที่สุด