สร้างศรัทธาที่ถูกควร... จากคนในสังคม

               ศรัทธา (นาม) แปลว่า ความเชื่อ ความเลื่อมใส คำ ๆ นี้เป็นคำสำคัญสำหรับผู้นำในทุกยุค ทุกสมัย นับจากอดีต ผู้นำที่มีชื่อเสียงทั้งหลายในโลกนี้ทั้งในทางที่ดี และทางที่ไม่ดีต่างจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้เพื่อปกครองและชี้นำ ให้ผู้ตามปฏิบัติตามให้ได้เกิดผล ผู้นำที่มีชื่อเสียงในทางที่ดีเช่น มหาตมะ คานธี ผู้ซึ่งเป็นผู้นำในการปลดปล่อยอินเดียจากอังกฤษ ก็ใช้ศรัทธาที่ได้รับจากประชาชนชี้นำให้ประชาชนเข้าร่วมต่อต้านอังกฤษอย่างอหิงสา ต่อมาอังกฤษผู้ซึ่งเป็นผู้ปกครองอินเดียในสมัยนั้นจำเป็นต้องให้อิสรภาพแก่อินเดีย ตัวอย่างถัดมาก็เป็นฮิตเลอร์ ซึ่งก่อนจะมีอำนาจนั้นเขาสร้างความศรัทธา เริ่มจากการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองให้เกิดในพรรคนาซี และเมื่อได้ความเชื่อมั่นในพรรคแล้วจึงขยายต่อไปยังประชาชนชาวเยอรมัน จะเห็นได้ว่าผู้นำทั้ง 2 รายนี้จำเป็นต้องใช้เครื่องมือหนึ่งคือ “การสื่อสารมวลชน” เพื่อการสร้างศรัทธาที่ถูกควรจากสังคม

การจะสร้างศรัทธาจากผู้คนในสังคมนั้น ที่เหมาะสมควรจะสร้างด้วยวิธีใดสังคมไทยจึงจะได้ประโยชน์? เราอาจกล่าวได้ว่าที่ถูกควรแล้ว ควรจะให้คนเก่ง คนมีความสามารถได้ปกครองบ้านเมือง เพียงแต่คนเก่ง ๆ หลายคนที่อยู่ในหลายวงการในบ้านเรานั้น ไม่เป็นที่รู้จัก หรือเป็นที่รู้จักกันเพียงในวงแคบ จึงไม่สามารถที่จะสร้างศรัทธาหรือความเชื่อมั่นกับสังคมได้

เพื่อให้คนในสังคมได้ประโยชน์การจะทำให้คนเก่งมีชื่อเสียงขึ้นมาได้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เครื่องมือ “การสื่อสารมวลชน” เพื่อให้คนเก่งและคนดีในสังคมได้เป็นที่รู้จักในสังคมวงกว้าง การส่งเสริมคนดีและคนเก่งให้เป็นที่รู้จักนี้ ก็เพื่อส่งเสริมให้คนเหล่านี้ได้รับความเชื่อมั่นจากคนในสังคม และความเชื่อมั่นนี้ เมื่อเกิดขึ้นมาก ๆ จะกลายเป็นความศรัทธา โดยสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้คนเก่งที่เป็นคนดีเป็นที่รู้จัก

เมื่อคนเก่งเหล่านี้ได้รับความศรัทธาก็จะได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการร่วมแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศชาติของเราได้ ซึ่งจะเข้ากันได้ดีกับพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า “ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” (พระราชทานงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ 12 ธันวาคม 2512)