• สวัสดีค่ะคุณเม้ง
  • วิธีแก้เกมในห้องสอบของครูเด็ดๆ เอ๊ยของคุณเม้งเร้าใจมากอะค่ะ    ชอบใจจัง  คือดิฉันก็เคยขำกลิ้ง   ตอนเจอเด็กๆตอบเหมือนเพื่อนสนิทของเขาที่นั่งด้านข้างเปี๊ยบ   ทั้งที่ข้อสอบเป็นคนละชุด 
  • ดิฉันก็เลยต้องให้เธอสองคนติดไอเลิฟยู   แล้วก็เชิญมา "อบรม" ทุกวันตลอดภาคเรียนถัดไป  เจอกันทุกวัน  เธอคงเซ็งดิฉันไปนาน  อิอิ  
  • ดิฉันลำบากใจอยู่เรื่องนึงนะคะ  เด็กบางคนที่ลอกข้อสอบ  อาจไม่ใช่เด็กทุจริตเป็นนิสัยถาวร  แต่ส่วนหนึ่ง (ย้ำนิดนึงว่าส่วนหนึ่ง) ทำข้อสอบนั้นไม่ได้จริงๆ   ด้วยเหตุผลบางประการ  
  • ขณะเดียวกัน  เด็กที่ดิฉันสอนหลายคน ไม่ลอกเพื่อน  แต่ยอมให้เพื่อนลอก  คือเสี่ยงไปด้วยกัน  แถมยอมรับผิดแทนเพื่อนด้วย  แบบคู่ที่เล่ามา  คือเธอรักกันมาก  ไม่อยากให้เพื่อนตก
  • เมื่อมีกรณีที่หลากหลายแตกต่างดังนี้  ดิฉันในฐานะผู้สอน  ก็ต้องแยกเคสเทศนาเป็นเคสๆไป  ต้องจับเหตุในใจเขาให้ได้ ว่าหลักๆแล้วเขาลอกเพราะอะไร  แล้วก็พูดเจาะให้ตรงกับใจเขา 
  • ขณะเดียวกัน วิธีประเมินผลของเราก็ต้องปรับให้เข้ากับแนวทางที่เราพูดด้วย  คือประเมินตามสภาพจริงของการทำงาน 
  • คือเฉพาะเด็กๆห้องที่เราสอนมากับมือ ก็ใช้เวลาเป็นเทอมเหมือนกันนะคะ
  • สำหรับวิธีป้องกัน  ดิฉันเคยมีประสบการณ์ประทับใจ (คืออันนี้ต้องขอบคุณเด็กๆรุ่นนั้นด้วยด้วย) ดิฉันเคยสอนภาษาไทย ม.4  เรื่องธรรมาธรรมะสงคราม โดยให้เธอไปอ่านมาก่อนและบอกว่าครูจะสอบก่อนสอน
  • ถึงชั่วโมงเรียน  ดิฉันถามเธอว่า  ไม่มีใครอยากสอบตกใช่ไหม (ความจำเป็นของชีวิต)   เธอบอกว่าใช่
  •   ดิฉันก็ถามต่อว่าถ้ามีโอกาสดูเฉลยที่ครูเผลอวางไว้บนโต๊ะ  ก่อนเข้าห้องสอบ  เด็กๆจะดูไหม  (โอกาสอำนวย) และบอกเด็กๆว่า โอกาสมาเร็วไปเร็ว  โอกาสมาถึงแล้ว  คุณจะดูไหม
  • คือที่จริงพูดมากกว่านี้  บางทีคำพูดก็น่ากลัวนักมันกระตุ้นอะไรๆได้เยอะ   
  • จากนั้นก็ให้เด็กๆยกมือ พร้อมบอกเหตุผลทั้งสนับสนุน และ โต้แย้ง
  • เด็กกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ยกมือตอบว่าดู  และให้เหตุผลที่น่าสนใจมาก  มีเพียงไม่กี่คนที่ตอบว่าไม่ดู  และย้ำว่า ต้องมีความซื่อสัตย์  แถมไม่ยอมจำนนเสียงข้างมากง่ายๆเสียด้วย 
  • ดิฉันถล่มด้วยเหตุผลอันน่าลอกอย่างไร  เธอก็ยังยืนกรานว่าเธอไม่เลือกทำอย่างนั้น
  • ข้างฝ่ายเสียงส่วนใหญ่ก็ดีใจเป็นอันมาก  เพราะรู้สึกว่าดิฉันสนับสนุน     ดิฉันให้เธอแย้ง(เถียง)กันจนได้ที่แล้ว ก็สรุปสั้นๆว่า
  • ........นี่แหละ     แบบที่ในเรื่องธรรมาธรรมะสงครามบอกไว้

            สัญญามีตรามั่น  ก็จะเรียกกระดาษชิ้น     

            ละทิ้งธรรมะสิ้น  เพราะอ้างคำว่าจำเป็น

  • ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป  ดิฉันรู้สึกได้ในนาทีนั้นว่าเด็กๆจำนวนหนึ่งเข้าใจ   ซาบซึ้ง   และเห็นจริง  ดิฉันไม่ได้แปลบทประพันธ์ให้เขาฟังทุกบท  ไม่ได้ไล่บอกศัพท์ทีละคำ แบบที่ครูภาษาไทยที่ดีพึงทำ  
  • หากเด็กๆอีกจำนวนหนึ่ง  บ่นว่าดิฉันสอนอะไรก็ไม่รู้  ทำไมไม่สอนความรู้ที่ใช้สอบเอ็นท์   ที่เรียนนี่เอาไปใช้สอบเอนท์ไม่ได้...... 
  • ดิฉันได้คำตอบว่าทันทีว่า   ต้องไปหาที่ที่เรามีอิสระที่จะคิด และสร้างสิ่งที่เราเชื่อ  เพราะดิฉันไม่กลัวที่จะสร้าง  แต่จำเป็นต้องมีพิ้นที่ๆเปิดกว้างให้  โดยที่เราจะไม่ทำให้น้องเล็กๆที่น่ารักต้องลำบากใจ
  • และดิฉันคิดว่า  เรื่องที่ยากลำบากที่สุดก็คือ การแก้ค่านิยมประทับตราติดยี่ห้อ  อันเป็นค่านิยมปลายทางที่น่ากลัวมาก 
  • หากเด็กๆเห็นแก่ยี่ห้อและตราประทับ  คือหวังเกรดและใบปริญญา มากกว่าคุณค่าแท้ของ  ผลที่เกิดจากการกระทำของตนเอง ก็จะทำให้เขาเสียศรัทธาในการลงมือทำจริง การเพียรพยายามทำและอดทนรอผลตามเวลาจริง    แต่ไปศรัทธา "ทางลัด"   และวิธีการสำเร็จรูป  ที่จะทำให้ตัวได้อะไรเร็วๆ    มาแทน  แล้วก็กระทบระบบคุณธรรมทั้งหมดในสังคม กระทบระยะยาวแบบที่ครูไม่มีทางวิ่งปุเลงๆตามไปบอกได้ทัน
  •  เพราะครูก็ติดอยู่ในตาข่ายของระบบเดียวกัน
  • ในฐานะครู  ดิฉันก็จะเพียรพยายามคิดหาวิธีสื่อสารเรื่องนี้กับเด็กๆต่อไปนะคะ  เมื่อสื่อสารไปแล้ว  ดิฉันก็ได้แต่รอวันที่เขาจะกลับมาบอก  ว่าที่เคยคุยเคยฝึกกันไว้นั้น  เขาไปสอนลูกเขาว่าอย่างไรบ้าง....
  • คือถึงรอว่าเมื่อถึงวันนั้นเขาคงจูงมือกันมาบอกยายมั่งอะค่ะ   อิอิ.....  : )