เราจะสร้างศรัทธาในเรื่องคนให้กว้างขวางได้อย่างไร
เมื่อกล่าวถึง “ศรัทธา” หรือ ความเชื่ออย่างมุ่งมั่น และเอาจริงเอาจัง คนส่วนใหญ่มักมองเฉพาะในด้านบวก เช่น งานที่สำเร็จและส่งผลก้าวหน้าเกินความคาดหมาย หากลองสืบค้นลงไป ล้วนแต่พบว่าเกิดจากผู้ทำมีความศรัทธาอย่างแรงกล้าผนวกอยู่ ดังนั้นคนที่มีศรัทธา จึงไม่ใช่แค่ได้เท่าที่ทำ แต่เขาจะได้แบบทบทวีคูณ อย่างไรก็ตามความเชื่ออย่างมุ่งมั่นอาจเป็นทั้งในด้านบวกและด้านลบ จึงไม่แปลกที่เราจะพบว่า คนที่ศรัทธาในทางที่ผิด เช่น ระเบิดพลีชีพในปากีสถาน หรือปัญหาอาชญากรระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่มักปนไปด้วยศรัทธาด้วยเช่นกัน
การขยายศรัทธาให้กว้างขวาง และเกิดประโยชน์สูงสุด ต้องสืบสายถึงต้นตอว่า ทำไมคนถึงเชื่อ ซึ่งโดยสาเหตุหลักๆ มาจาก 4 ประเด็น ดังนี้ คือ 1) มาจากประสบการณ์หรือพื้นหลังที่คล้ายคลึงกับความเชื่อที่ตนได้รับ เช่น ห้ามกวาดบ้านในเวลากลางคืน เพราะจะกวาดสิ่งดีๆ ในชีวิตออกไป หากในคืนวันนั้นถึงคราวดวงซวย ถูกยกเค้าขึ้นมา ก็จะย้ำเตือนว่าสิ่งที่เชื่อเป็นความจริง แล้วเขาคนนั้นจะไม่กวาดบ้านตอนกลางคืนไปตลอดชีวิต 2) ได้รับการปลูกฝัง กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูด้วยกระบวนการทางสังคม (Socialization) มาให้เป็นแบบนั้น เช่น จากครู พ่อแม่ เพื่อนฝูง สังคม ฯลฯ ก็ปฏิบัติกันมาเป็นเช่นนั้น เมื่อปฏิบัติแตกต่างก็เหมือนเป็นคนแหกคอก ดังนั้นบางครั้งความเชื่อก็เกิดจากความเกรงกลัวว่าตนเองจะเข้ากลุ่มไม่ได้ 3) การได้เรียนรู้จากสิ่งรอบข้าง เช่น จากผู้มีภูมิความรู้สูง การได้อ่านมาก จึงรู้มาก 4) ผู้มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งอันนี้อาจจะอันตรายหน่อย เพราะบางครั้งเกิดจากผู้นั้นมีอำนาจบารมี (Charismatic Power) สูงมาก ในทางทฤษฎีของอำนาจเชื่อว่า ทุกคนจะมีผู้มีอำนาจเหนือกว่า ดังนั้นในสถานการณ์วิกฤติ เช่น มีผู้จะฆ่าตัวตาย นักเจรจาผู้คอยช่วยเหลือ จะหาผู้มีอำนาจเหนือกว่านี้มาช่วยเจรจา โดยบางคนอาจเป็นพ่อแม่ แฟน ลูก ที่เขาเหล่านั้นรักใคร่ ถวิลหา แต่บางคนอาจจะเชื่อในอำนาจของคำสอนของศาสดา รวมถึงสิ่งไม่มีตัวตน
เมื่อเรารู้และพินิจพิเคราะห์ถึงต้นตอของปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงศรัทธาได้แล้ว เราก็ใช้ปัจจัยเหล่านั้นเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้อื่นยอมรับ และปฏิบัติตาม ซึ่งศรัทธาที่ดี คือ “ศรัทธาแบบไม่ศรัทธา” หรืออินเข้าไปข้างใน (Intrinsic) ความเชื่อนี้จะไม่มีใครบังคับ จึงต่อเนื่องและยาวนานสูงสุด
เหนือสิ่งอื่นใด ผมเชื่อว่าศรัทธาที่ดี คือ ความเชื่ออย่างมีสติ หรือความเชื่อด้วยหลักเหตุผล ไม่ใช่เชื่อเพราะตามเขามา ซึ่งโดยหลักพุทธศาสนาแล้วก็สอนเรื่องนี้ไว้ในหลักกาลามสูตร ซึ่งความศรัทธาอย่างมีสติ จะแตกต่างจากความงมงาย ลุ่มหลง ตรงที่ความศรัทธาอย่างมีสตินั้น ได้ใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบไว้แล้ว
ดังกล่าวข้างต้น หากจะขยายศรัทธาในด้านทรัพยากรมนุษย์ นักทรัพยากรมนุษย์จำเป็นต้องพิเคราะห์แต่ละบุคคลว่าจะเข้าถึงความเชื่อเขาได้อย่างไร หากเข้าถูกทางว่า เขาเชื่อเพราะคนอื่น เชื่อเพราะพื้นฐานครอบครัว เชื่อเพราะได้จากประสบการณ์และเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือเชื่อเพราะมีแรงกดดัน (อำนาจ) จากสิ่งอื่นให้เชื่อ แล้วกระตุ้นอย่างถูกจุด ผู้เขียนเชื่อว่า “สรรพสิ่งบนโลกนี้คงสวยงามมากขึ้น จากแรงศรัทธาแห่งความรักและเอื้ออาทรต่อกัน” ครับ