สวัสดีค่ะ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ในโลกใบนี้มีผู้นำ และผู้บริหารระดับ CEO หลายคนด้วยกันที่เป็นผู้หญิง แต่ก็ยังมองดูว่าเธอเหล่านั้นไม่ค่อยมีความมั่นใจ อาจเป็นเพราะสรีระร่างกาย ความถนัด ความชอบที่แตกต่างจากผู้ชาย และที่สำคัญเธอมีสามีเป็นผู้ชาย
แต่ในทางทฤษฎีจิตวิทยาเชื่อว่า ความมั่นใจในตัวบุคคล สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ทั้งหญิงทั้งชายโดยมีองค์ประกอบ 2 ด้าน ที่สำคัญคือ 1.ด้านพันธุกรรม 2.ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านพันธุกรรมก็ได้รับการถ่ายทอดมาทางยีนจะเห็นได้ว่าบางคนจะมีลักษณะบุคลิกภาพของความเป็นผู้นำแสดงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมก็จะเริ่มตั้งแต่การอบรมเลี้ยงดูจากครอบครัว ซึ่งมีความสำคัญมากสามารถที่จะบอกให้รู้ถึงสภาพครอบครัวของคนๆนั้นได้ว่ามาจากครอบครัวลักษณะใด คนที่จะมีความมั่นใจจะต้องมาจากครอบครัวที่มีการปรึกษาพูดคุยกัน ยอมรับฟังความคิดเห็น การตัดสินใจซึ่งกันและกัน อย่างมีเหตุผล และมีหัวหน้าครอบครัวที่เป็นแบบอย่างที่ดี มีความเสมอต้นเสมอปลาย เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่คนในครอบครัว ต่อมาก็จะเป็นการศึกษาเล่าเรียน ครูผู้สอนมีส่วนสำคัญในการ กระตุ้นส่งเสริมให้เด็กกล้าที่จะแสดงออกทั้งคำพูด และพฤติกรรมอย่างเหมาะสม ดังนั้นครูที่ดีจะต้องเป็นครูที่รู้และเข้าใจและสามารถใช้จิตวิทยาในการสอนด้วย สุดท้ายก็จะเป็นสังคมทุกภาคส่วนที่มีความสำคัญในการพัฒนาเด็กที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า โดยเฉพาะบุคคลสาธารณะต่างๆจะต้องมีการแสดงออกที่ดีโดยเฉพาะในเรื่องการตัดสินใจและความรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการตัดสินใจ และสามารถเป็นแบบอย่างทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดีซึ่งเป็นที่มาของสังคมประชาธิปไตย เพราะในบางครั้งบุคคลไม่ใช่มีบทบาทเป็นผู้นำตลอดเวลา ถ้าเป็นเช่นนั้นจะเป็นสังคมแบบเผด็จการ ดังนั้นสถาบันที่มีส่วนสร้างความมั่นใจให้แก่บุคคลก็คือ ครอบครัว โรงเรียน และสังคม
ดังนั้นประเด็นที่ว่าผู้หญิงเป็นผู้นำได้แต่ขาด self confidence จึงไม่จริง เพราะเมื่อผู้หญิงมีความเชื่อมั่นสูง ผู้ชายจะไม่ยอมรับ หน้าที่การงานก็จะไม่ก้าวหน้า เมื่ออยู่ในครอบครัว สามีก็ไม่ยอมรับ ผู้หญิงจึงต้องลดบทบาทลง จึงทำให้ดูเหมือนว่าผู้หญิงไม่มีความมั่นใจในความเป็นผู้นำเท่าผู้ชาย