กราบขอบคุณท่านอาจารย์ จีระ ครับที่เปิดโอกาสให้ผมได้นำเสนอหัวข้อ และรับความคิดเห็นต่างๆเกี่ยวกับหัวข้อในการทำดุษฎีนิพนธ์ของผม ข้อแนะนำต่างๆที่ได้รับจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการสื่อสารและอนุรักษ์ธุรกิจค้าปลีกวิถีไทยที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และกราบขอบคุณท่าน ดร.ละเอียด ศิลาน้อย ที่กรุณาให้ข้อแนะนำที่มีประโยชน์เป็นอย่างมากครับ

หัวข้อดุษฎีนิพนธ์ :  นวัตกรรมสื่อสารเพื่อการพัฒนาธุรกิจค้าปลีกวิถีไทย     

          การติดต่อสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญในการสื่อสารกับผู้อื่น เช่น การพูด การฟัง การเขียน การอ่าน ตลอดจนมีความสามารถในการใช้เครื่องมือสื่อสารชนิดต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง

          ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ที่สนับสนุนการประกอบธุรกิจของเอกชน  รัฐบาลได้เน้นบทบาทเศรษฐกิจของเอกชนมากขึ้น พร้อมกับให้ความช่วยเหลือการประกอบธุรกิจของเอกชนในด้านต่างๆ  อาทิเช่น การประกาศใช้กฎหมายการส่งเสริมการลงทุน โดยให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาล ในขณะเดียวกันนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่ได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ก็ได้จำกัดบทบาทการของธุรกิจของรัฐวิสาหกิจมิให้แข่งขันกับเอกชน

          การค้าปลีกมีความสำคัญต่อวิถีไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในฐานะของช่องทางการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคไปยังผู้บริโภคคนสุดท้าย ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากทั่วทุกพื้นที่ของประเทศจึงถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไทย

           จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรม ทำให้รูปแบบของร้านค้าปลีกมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมซึ่งเป็นร้านค้าห้องแถวขนาดเล็กได้เปลี่ยนรูปกลายเป็นร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า และซูปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ แม้ว่าการเปลี่ยนดังกล่าวจะเป็นไปเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคพึงพอใจมากขึ้นก็ตาม แต่ก็ส่งผลกระทบด้านลบต่อผู้ประกอบการร้านค้าปลีกขนาดเล็กด้วยเช่นกัน

            ช่วงปี พ.ศ. 2538 ได้เริ่มมีห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่เปิดให้บริการในรูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น Modren Trade และ Department Store แต่ผลกระทบต่อร้านค้าขนาดเล็กยังไม่รุนแรงเพราะลักษณะของกลุ่มลูกค้ายังมีความแตกต่างกัน แต่ในปัจจุบันนับตั้งแต่ร้านค้าปลีกข้ามชาติขนาดใหญ่ได้เปิดสาขาขึ้นด้วยศักยภาพด้านการบริหารต้นทุนรวมที่ทำให้เกิดการประหยัดต่อขนาด ทำให้กลุ่มลูกค้าเดิมของร้านค้าปลีกขนาดเล็ก เปลี่ยนค่านิยมไปใช้บริการซื้อสินค้าในร้านค้าปลีกข้ามชาติมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อร้านค้าปลีกขนาดย่อมซึ่งมีผู้ประกอบการเป็นประชาชนระบบรากฐานของระบบเศรษฐกิจ  ผู้ประกอบการร้านค้าปลีกขนาดย่อมซึ่งยังขาดการบริหารจัดการเป็นระบบ การประกอบการ อาศัยการเรียนรู้เองและลองผิดลองถูก  ขาดการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ที่ทันสมัย ทำให้ไม่สามารถแข่งขันในระยะยาวได้  จึงมีธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็ก รูปแบบวิถีไทยจำนวนมากที่ต้องเลิกกิจการ

          เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของร้านค้าปลีกขนาดเล็ก จำเป็นต้องส่งเสริมให้ร้านค้าปลีกวิถีไทย เข้าใจถึงความสำคัญของสภาวะแวดล้อม และการวางแผนเพื่อให้สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมได้ โดยการบูรณาการความรู้ในสาขาต่าง ๆ โดยเฉพาะกลยุทธ์การสื่อสารเชิงอนุรักษ์วิถีไทย และการแข่งขันทางการตลาด เพื่อใช้ในการประกอบการ โดยการวิเคราะห์ หาโอกาสทางธุรกิจในการประกอบการโดยอาศัยจุดเด่น รวมทั้งหลีกเลี่ยงอุปสรรคและจุดอ่อนทางธุรกิจได้ ซึ่งจะช่วยให้สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมที่มีความผันผวนรุนแรงได้ สามารถดำรงอยู่ในระบบเศรษฐกิจเพื่อเป็นรากฐานที่สำคัญส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและสังคมไทยได้