@ การุณย์ สุวรรณรักษา

สวัสดีค่ะท่านอาจารย์การุณย์

ก่อนอื่นขอนำเสนอจำกัดความของการเรียนแบบผสมผสาน  (blended learning)  นะคะ

ได้มีผู้ให้แนวคิดของการเรียนแบบผสมผสาน  (blended learning)  ไว้แตกต่างกัน 
โดยสามารถจัดกลุ่มได้  4  แนวคิด  ดังนี้ค่ะ  (Driscoll, 2002) 

1. การผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนบนเว็บ (web-based technology) กับการเรียนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิม  เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการจัดการศึกษา  (Singh, 2005)

2. การผสมผสานวิธีสอนที่หลากหลายเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน  ซึ่งอาจะใช้หรือไม่ใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนก็ได้ (Bonk and Graham, 2004) 

3. การผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนทุกรูปแบบกับการเรียนการสอนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิมที่มีการเผชิญหน้าระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน  ซึ่งเป็นมุมมองที่มีผู้ยอมรับกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด  (Smith, 2001; The Node Learning Technologies Network, 2001; Bersin, 2004; Rovai and Jordan, 2004; Voos, 2003; Procter,2003; Thorne, 2003; Harriman, 2004;  New Jersey Institute of Technology,2005; New South Wales Department of Education and Training,2005) 

4.  การผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนกับการทำงานจริง  (Driscoll, 2002; Bersin, 2004)

จากแนวคิดดังที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นหลักความยืดหยุ่น  มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการสร้างสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศในการเรียนรู้ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง  มีการผสมผสานยุทธวิธีในการเรียนการสอนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน  ทั้งวิธีการสอนของผู้สอน  รูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียน  ช่องทางการสื่อสาร  และรูปแบบปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน  ผู้เรียนกับผู้เรียน  ผู้เรียนกับเนื้อหา  ผู้เรียนกับบริบทในการเรียนรู้  โดยใช้สื่อการเรียนการสอน  กิจกรรมการเรียนการสอน  และรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลาย ทั้งการเรียนการสอนแบบออนไลน์และการเรียนการสอนแบบเผชิญหน้า  เพื่อตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน  โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนสามารถบรรลุเป้าหมายของการจัดการเรียนการสอน

 

ส่วนใหญ่แล้วการนำ  BL  มาใช้ในการเรียนการสอนหรือการฝึกอบรม  จะแบ่งออกเป็น  2 ส่วน

คือ  การเรียนในห้องเรียนปกติ  (F2F)  และการเรียนแบบออนไลน์  (e-Learning)  ค่ะ

 

การนำ e-Learning ไปใช้ประกอบกับการเรียนการสอน สามารถทำได้ 3 ระดับ ตามที่ รศ.ดร.ถนอมพร  นำเสนอไว้ดังนี้นะคะ

1.  สื่อเสริม (Supplementary) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะสื่อเสริม กล่าวคือ นอกจากเนื้อหาที่ปรากฏในลักษณะ e-Learning แล้ว ผู้เรียนยังสามารถศึกษาเนื้อหาเดียวกันนี้ในลักษณะอื่นๆ เช่น จากเอกสาร  ประกอบการสอน จากวิดีทัศน์ (Videotape) ฯลฯ การใช้ e-Learning ในลักษณะนี้เท่ากับว่าผู้สอนเพียงต้องการ จัดหาทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่งสำหรับผู้เรียนในการเข้าถึงเนื้อหาเพื่อให้ประสบการณ์พิเศษเพิ่มเติมแก่ผู้เรียนเท่านั้น
           2.  สื่อเติม (Complementary) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะเพิ่มเติมจากวิธีการสอนในลักษณะอื่นๆ เช่น นอกจากการบรรยายในห้องเรียนแล้ว ผู้สอนยังออกแบบเนื้อหาให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมจาก e-Learning ในความคิดของผู้เขียนแล้ว ในประเทศไทย หากสถาบันใด ต้องการที่จะลงทุนในการนำ e-Learning ไปใช้กับการเรียน การสอนตามปรกติ (ที่ไม่ใช่ทางไกล) แล้ว อย่างน้อยควรตั้งวัตถุประสงค์ในลักษณะของสื่อเติม (Complementary) มากกว่าแค่เป็นสื่อเสริม (Supplementary) เช่น ผู้สอนจะต้องให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาจาก e-Learning เพื่อวัตถุประสงค์ ใดวัตถุประสงค์หนึ่ง เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียนในบ้านเราซึ่งยังต้องการคำแนะนำจากครู ผู้สอนรวมทั้งการที่ผู้เรียนส่วนใหญ่ยังขาดการปลูกฝังให้มีความใฝ่รู้โดยธรรมชาติ
           3.  สื่อหลัก (Comprehensive Replacement) หมายถึงการนำ e-Learning ไปใช้ในลักษณะแทนที่ การบรรยายในห้องเรียน ผู้เรียนจะต้องศึกษาเนื้อหาทั้งหมดออนไลน์ ในปัจจุบัน e-Learning ส่วนใหญ่ในต่างประเทศ จะได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นสื่อหลักสำหรับแทนครู ในการสอนทางไกล ด้วยแนวคิดที่ว่า มัลติมีเดีย ที่นำเสนอทาง e-Learning สามารถช่วยในการถ่ายทอดเนื้อหาได้ใกล้เคียงกับการสอนจริงของครูผู้สอนโดยสมบูรณ์ได้