ความเป็นมาของสภาเกษตรกรแห่งชาติ     สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 84(8) ประกอบมาตรา 303(1) ได้บัญญัติให้รัฐจัดทำกฎหมายว่าด้วยสภาเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา     กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการยกร่างกฎหมาย ว่าด้วยสภาเกษตรกร โดยมี ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายประพัฒน์  ปัญญาชาติรักษ์) เป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการกองนิติการ (ขณะนั้น) เป็นกรรมการ และเลขานุการ เพื่อ ดำเนินการ ศึกษา และยกร่างกฎหมายว่าด้วยสภาเกษตรกร คณะกรรมการฯ ได้ยกร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรแห่งชาติ พ.ศ.... ซึ่งเป็นกฎหมาย ที่ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพในการคุ้มครอง รักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับการผลิต และการตลาดเพื่อให้ผลิตผลทางการเกษตร ได้รับผลตอบแทนสูงสุด และมีสภาสำหรับเกษตรกร ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนเสริมสร้างสมานฉันท์ ของเกษตรกรทั้งประเทศ ทำให้เกษตรกร มีความเข็มแข็ง และมีการรวมตัวกัน อย่างเป็นเอกภาพ โดยสร้างเครือข่ายเกษตรกร นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถจัดทำแผนแม่บท เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา กำหนดนโยบาย ให้สอดคล้องกับความต้องการ และสภาพปัญหาอันแท้จริง รวมทั้งให้เกษตรกรได้รับ การพัฒนา ส่งเสริมให้ได้รับความร ู้และข้อมูลเกี่ยวกับเกษตรกรรมด้านต่างๆในการนี้ ได้มีการนำร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ออกไปรับฟังความคิดเห็นจากเกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ แต่ละภาค รวม 4 ภาค แล้วนำข้อมูลที่ได้ จากการรับฟังความคิดเห็น มาปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฯ ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และได้เสนอไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการ ตามกระบวนการตรากฎหมาย       ความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.     ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... มีผู้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา รวม 9 ฉบับ คือ     1.คณะรัฐมนตรี ชุดที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เสนอต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2552 และได้บรรจุระเบียบวาระการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 19 (สมัยวิสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 28 มีนาคม 2552  2.นายเจริญ จรรย์โกมล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน กับคณะ (ปัจจุบันคือพรรคเพื่อไทย) ซึ่งได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 และได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 22 (สมัยวิสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 8 เมษายน 2552  3.นายศุภชัย โพธ์สุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย กับคณะ ซึ่งได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษกร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552 และได้บรรจุ ระเบียบวาระการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 22 (สมัยวิสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 8 เมษายน 2552  4.นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะ ซึ่งได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2552 และได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 22 (สมัยวิสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 8 เมษายน 2552  5.นายอนันต์ ศรีพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กับคณะ ซึ่งได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2552 และได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 26 (สมัยวิสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2552  6.นายสถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กับคณะ ซึ่งได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2552 และได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 28 (สมัยวิสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2552  7.นายภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติไทยพัฒนา กับคณะ ซึ่งได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2552 และได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 9 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ 9 กันยายน 2553 
8.นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กับคณะ ซึ่งได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2552 และได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 9 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ 9 กันยายน 2552  9.นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อ กับคณะ ซึ่งได้เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2552 และได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 9 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ 9 กันยายน 2552  สำหรับ ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) นั้น คณะรัฐมนตรีได้พิจารณา และมีมติเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงเกษตร และสหกรณ์เสนอ และส่งให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณา ก่อนนำเสนอ สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป   ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 23 ปีที่ 2 ครั้งที่ 9 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ 9 กันยายน 2552 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... (นายเจริญ จรรย์โกมล กับคณะเป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... (นายศุภชัย โพธิ์สุ กับคณะเป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... (นายขยัน วิพรหมชัย กับคณะเป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... (นายอนันต์ ศรีพันธุ์ กับคณะเป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... (นายสถาพร มณีรัตน์ กับคณะเป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... (นายภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะเป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ...(นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ กับคณะเป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... (นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ กับคณะเป็นผู้เสนอ) โดยที่ประชุมเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... ทั้ง 9 ฉบับนั้น มีหลักการเป็นไปในทำนองเดียวกัน จึงเห็นควรให้นำมาพิจารณารวมกัน ในวาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ ในการนี้คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แถลงหลักการและเหตุผล ดังนี้   หลักการ  ให้มีกฎหมายว่าด้วยสภาเกษตรกรแห่งชาติ   เหตุผล  โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้รัฐ ต้องดำเนินการคุ้มครอง และรักษาผลประโยชน์ของเกษตรกรในการผลิต และการตลาด ส่งเสริมให้สินค้าเกษตร ได้รับผลตอบแทนสูงสุด รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่ม ของเกษตรกรในรูปของสภาเกษตรกร เพื่อวางแผนเกษตรกรรม และรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของเกษตรกร เพื่อสนับสนุน การมีส่วนร่วมของเกษตรกร ในการกำหนดนโยบาย และวางแผนการพัฒนาเกษตรกรรม อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มศักยภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง อย่างต่อเนื่อง และเป็นไปเพื่อเกษตรกรอย่างแท้จริง และมีกระบวนการตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐด้านการปฏิบัติตาม นโยบายเกษตรกรรม อันจะนำไปสู่ การพัฒนาภาคเกษตรกรรม และระบบเศรษฐกิจโดยรวม ของประเทศ อย่างยั่งยืนในอนาคต ดังนั้น เพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับเกษตรกรรม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้   หลังจากคณะรัฐมนตรีได้แถลงหลักการ และเหตุผลแล้ว ผู้เสนอร่าง พระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... ได้แถลงหลักการ และเหตุผล ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติฯ ดังกล่าว รวมทั้งร่างฯ ของคณะรัฐมนตรีได้เสนอ จนครบทั้ง 9 ฉบับ และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปราย แสดงความคิดเห็น อย่างกว้างขวางเสร็จแล้ว ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง 9 ฉบับ พร้อมกันไปด้วยคะแนนเสียง เห็นชอบ 304 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 5 เสียง งดออกเสียงไม่มี และมีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 36 คน เพื่อพิจารณาโดยถือเอาร่างพระราชบัญญัต ิของคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก ในการพิจาณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ กำหนดการแปรญัตติภายใน 7 วัน    สภาเกษตรกรแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้    1.เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดนโยบายการส่งเสริม และการพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง การผลิต การแปรรูป การตลาด และการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม  2.เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบาย และแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ระบบวนเกษตร ระบบเกษตรธรรมชาติ ระบบไร่นาสวนผสม ระบบเกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรรมรูปแบบอื่น  3.ให้คำปรึกษาและข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร การพัฒนาเกษตรกรรม รวมทั้งการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  4.เสนอแผนแม่บทต่อคณะรัฐมนตรี  5.5. เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางด้านพันธุธรรมพืช และสัตว์ท้องถิ่น ผลผลิตทางเกษตรกรรม และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม  6.เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดแนวทางการประกันความเสี่ยงของราคา และผลผลิตทางเกษตรกรรม รวมทั้งการกำหนดสวัสดิการให้แก่เกษตรกร  7.เสริมสร้างคาวมร่วมมือ และประสานงานกับภาครัฐ และเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาเกษตรกรรม  8.พัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกร และองค์กรเกษตรกร  9.ให้ความเห็นต่อนโยบาย กฎหมาย หรือข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง และมีผลกระทบต่อเกษตรกร  10.ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำแก่เกษตรกร องค์กรเกษตรกร และตามที่สภาเกษตรกรจังหวัดเสนอ  11.แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือที่ปรึกษาตามความจำเป็น  12.ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย    

  >> การเตรียมการเพื่อรองรับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสภาเกษตรกร  >> ความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผน     การเตรียมการเพื่อรองรับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสภาเกษตรกร     บทเฉพาะกาลของร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรแห่งชาติฯ ได้กำหนดให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำหน้าที่เลขาธิการของสภาเกษตรกรแห่งชาติ และให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ทำหน้าที่หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด ระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี รวมทั้งจะต้องดำเนินการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร ขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกร และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดชุดแรก ซึ่งประธานสภาเกษตรกรจังหวัดจะได้เป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยตำแหน่ง ภารกิจดังกล่าวมีความสำคัญ และต้องใช้อาศัยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายในการจัดการให้การเลือกตั้งสำเร็จลุล่วงอย่างมีประสิทธิภา     ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาเกษตรกร ตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 227/2553 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 และคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 330/2553 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2553 เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจตามพระราชบัญญัติดังกล่าว องค์ประกอบคณะกรรมการประกอบด้วย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์) เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสิงห์ทอง ชินวรรังสี) เป็นประธานกรรมการ นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และนายทรงพล พนาวงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการ มีผู้แทนกรมการปกครอง และผู้แทนส่วนราชการในสังกัดอีกหลายแห่ง รวมทั้งเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เกษตรและสหกรณ์จังหวัดสงขลา และเกษตรและสหกรณ์จังหวัดนนทบุรี ร่วมเป็นกรรมการ และมีสำนักกฎหมายเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ คณะกรรมการเตรียมการฯ ได้จัดทำแผนงาน กำหนดกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องเตรียมการก่อนพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติประกาศใช้บังคับ ได้แก่    1.การทำหน้าที่ของเลขาธิการฯ และหัวหน้าสำนักงานฯ ได้แก่ การกำหนดโครงสร้าง อัตรากำลัง สถานที่ทำการ และงบประมาณ การจัดจ้างบุคลากร การจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน ของสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ และสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัด และการประชุมอบรม ให้ความรู้แก่บุคลากรในการปฏิบัติหน้าที่  2.การจัดทำหลักเกณฑ์ ด้านกฎหมาย และแบบฟอร์มเอกสารต่างๆ ได้แก่ การกำหนด หลักเกณฑ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกร หลักเกณฑ์ การรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกร หลักเกณฑ์การได้มาซึ่ง สมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ มาตรา 5(2) และ (3) ชุดแรก การกำหนดแบบฟอร์มเอกสารต่างๆ รวมทั้งการจัดทำคู่มือ การเลือกตั้ง และรับขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกร และการจัดเตรียมบุคลากร สำหรับชี้แจง หรือตอบข้อซักถาม  3.การประชาสัมพันธ์ ได้แก่ การจัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ ทางสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เอกสารเผยแพร่ และทางอินเตอร์เนต การจัดจ้างดำเนินการ ตามโครงการประชาสัมพันธ์  4.การประสานงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเกษตรกร ตามบัญชีครัวเรือนที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง จัดเตรียมบัญชีรายชื่อเกษตรกร ตามบัญชีครัวเรือนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และผู้มีสิทธิ์รับเลือกตั้ง และการจัดเตรียมสถานที่ บุคลากร และอุปกรณ์การเลือกตั้ง    นอกจากนี้ คณะกรรมการเตรียมการฯ ได้มอบหมายให้สำนักแผนงาน และโครงการพิเศษ ร่วมกับ สำนักกฎหมาย จัดให้มีการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ไปแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อวันพุธที่ 23 มิถุนายน 2553 ที่โรงแรมปริ๊นพาเลซ กรุงเทพฯ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ในการประชุมสัมมนา ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาท ภารกิจของเกษตร และสหกรณ์จังหวัด ตามร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติฯ ให้เกษตร และสหกรณ์จังหวัด และหน่วยงานในสังกัด กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ การจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้ทราบข้อมูล และมีส่วนร่วมในการทำความเข้าใจในแนวทาง การดำเนินการจัดตั้ง สภาเกษตรกรแห่งชาติ และจากการประชุมสัมมนาฯ ดังกล่าว ที่ประชุมได้ร่วมเสนอความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ สรุปโดยย่อได้ดังนี้     1.ประเด็นเกี่ยวกับ วิธีการเลือกตั้ง ผู้เข้าสัมนาส่วนใหญ่เห็นว่า ควรใช้วิธีการเลือกตั้งวิธีลับ โดยการเข้าคูหา อันจะเป็นผลดีต่อผู้เลือกตั้ง ที่มีอิสระในการตัดสินใจ โดยไม่เกรงต่อผลกระทบของอิทธิพลท้องถิ่น และระยะเวลาดำเนินการเลือกตั้ง เสร็จสิ้นในวันเดียว ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการเลือกตั้ง ของกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้ขอให้ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กำหนดขั้นตอน ให้ชัดเจน โดยจัดทำเป็น คู่มือปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินการ และป้องกันปัญหา การถูกร้องเรียน รวมทั้งเห็นควร ประสานกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้การดำเนินการ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย นอกจากนี้ เห็นควรประสานขอความร่วมมือจากครู และอาจารย์ในพื้นที่ ให้ช่วยเป็นเจ้าหน้าที่ ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ตลอดจนการอบรมให้ความรู้ แก่เจ้าหน้าที่ ที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้งด้วย ซึ่งต้องมีเจ้าหน้าที่ ประมาณคูหาละ 5 – 7 คน  2.การประชาสัมพันธ์ เห็นควรให้มีการประชาสัมพันธ์ ทั้งในระดับชาติ และระดับจังหวัด และควรจัดทำ TOR จัดจ้าง ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้รวดเร็ว เพื่อให้มีระยะเวลาในการประชาสัมพันธ์ พอสมควร ก่อนถึงวันเลือกตั้ง โดยเน้น ประชาสัมพันธ์ ระดับจังหวัดให้มาก โดยประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อท้องถิ่น เช่น วิทยุชุมชน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และจัดแถลงข่าว ให้เกษตรกรได้รับรู้เกี่ยวกับสภาเกษตรกรที่กำลังจะเกิดขึ้น  3.การบริหารจัดการ ควรจัดทำคำสั่งให้อำนาจเกษตรและสหกรณ์จังหวัด อย่างเหมาะสม เพียงพอแก่การบริหารจัดการ และควรขอความร่วมมือกระทรวงมหาดไทย ไม่ควรดำเนินการเอง เพื่อป้องกันข้อขัดแย้ง รวมทั้งต้องจัดทำโครงสร้างหน่วยงานเบื้องต้น เพื่อรองรับการเลือกตั้งก่อน  

ความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผน   เนื่องจากระยะเวลาในการเตรียมการมีไม่มาก โดยคาดว่าพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติฯ จะสามารถประกาศใช้บังคับได้ประมาณต้นเดือนตุลาคม 2553 คณะกรรมการเตรียมการฯ จึงได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ รวม 3 คณะ เพื่อแบ่งแยกให้รับผิดชอบดำเนินกิจกรรมในแต่ละเรื่อง ดังนี้   1.คณะอนุกรรมการจัดทำร่างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับกฎหมาย และคู่มือปฏิบัติงานตามบทเฉพาะกลางของร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ. ... ตามคำสั่งคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ 1/2553 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2553 ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ อยู่ระหว่างการพิจารณายกร่างหลักเกณฑ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด และหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกร  2. คณะอนุกรรมการจัดทำแผน และกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด ตามคำสั่งคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้ง สภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ 2/2553 ลงวันที่ 28 ตุลาคม 2553 ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาจัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ ในระดับจังหวัด และระดับชาติ  3.คณะอนุกรรมการ จัดเตรียมบัญชีรายชื่อเกษตรกร ตามคำสั่งคณะกรรมการเตรียมการ จัดตั้งสภาเกษตรกรแห่งชาติ ที่ 3/2553 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2553 คณะอนุกรรมการฯ ได้ประสานงานกับ กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยได้ร่วมกันพิจารณาถึง ปัญหา และรายละเอียด ในการจัดทำบัญชีรายชื่อเกษตรแล้ว และกรมการปกครองรับจะดำเนินการตรวจสอบ และจัดพิมพ์บัญชีรายชื่อเกษตรกรให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะนี้ อยู่ในระหว่างการพิจาณา เพื่อกำหนดรายละเอียด ระยะเวลาดำเนินการ และค่าใช้จ่าย  4.ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด ตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 497/2553 ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2553 เพื่อดำเนินการในการ สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด ให้คำปรึกษา ตอบข้อหารือในการปฏิบัติงาน ติดตามผลการปฏิบัติงาน เสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน และรายงานผลการปฏิบัติงานต่อปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์




   >> กรอบเวลาการใช้บทเฉพาะกาล 2 ปี  >> การดำเนินการตามบทเฉพาะกาล  >> การจัดตั้งหน่วยงานเป็นการภายใน เพื่อปฏิบัติภารกิจตาม พ.ร.บ.        สภาเกษตรกรแห่งชาติ     กรอบเวลาการใช้บทเฉพาะกาล 2 ปี     ภารกิจ  ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงาน และหัวหน้าสำนักงานกรุงเทพมหานคร เกษตรและสหกรณ์จังหวัดทำหน้าที่หัวหน้าสำนักงานจังหวัด    ระยะเวลา  2 ปี นับตั้งแต่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ     สภาเกษตรกรจังหวัดชุดแรก    1.ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ภายใน 30 วัน นับแต่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ และมีเวลาขึ้นทะเบียน 30 วัน ประกาศรายชื่อเกษตรกร ภายใน 60 วัน นับแต่ พ.ร.บ. ใข้บังคับ  2.เลือกตั้ง   ระดับหมู่บ้านภายใน 30 วัน นับแต่ประกาศชื่อเกษตรกร  ประกาศผู้แทนหมู่บ้านภายใน 15 วัน นับแต่เลือกตั้ง  ระดับตำบลภายใน 30 วัน นับแต่ประกาศผู้แทนหมู่บ้าน  ประกาศผู้แทนตำบลภายใน 15 วัน นับแต่เลือกตั้ง  ระดับอำเภอ/สมาชิกสภาจังหวัดภายใน 30 วัน นับแต่ประกาศผู้แทนตำบล  ประกาศ/แจ้งรายชื่อให้ภายใน 15 วัน นับแต่เลือกตั้ง  
3.การประชุมสภาเกษตรกรครั้งแรก ภายใน 45 วัน นับแต่ประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้น ตั้งแต่วัน พ.ร.บ. ใช้บังคับ ถึงวันประชุมครั้งแรก 60 + 45 + 45 + 45 + 45 = 240 วัน นับแต่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ    สภาเกษตรกรแห่งชาติชุดแรก     1.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดหลักเกณฑ์ และจัดให้มีการขึ้นทะเบียนองค์กรเกษตรกร 60 วัน นับแต่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ ระยะเวลาขึ้นทะเบียน ไม่น้อยกว่า 90 วัน ไม่เกิน 150 วัน  2.การคัดเลือกตัวแทนองค์กรเกษตรกร ตามหลักเกณฑ์ที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กำหนด  3.การประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติครั้งแรก ภายใน 30 วัน นับแต่ประกาศรายชื่อ  

   ผ่าคลอด “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” เป็นตัวแทนหรือดาบทิ่มแทงเกษตรกรรากหญ้าหลังรอมานานกว่า 30 ปี เพื่อให้มีสภาซึ่งเป็นตัวแทนเกษตรกรทั้งประเทศ วันนี้ร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติกำลังอยู่ระหว่างผ่าคลอดออกมาบังคับใช้โดยเร็ว โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนขอนำเสนอคำถาม-คำตอบที่น่าฟังว่า “กฎหมายดังกล่าวจะเป็นดาบสองคมที่ทิ่มแทงเกษตรกรรากหญ้าหรือไม่?”ปลายเดือนมิถุนายน ร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา และการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าจะมีผลบังคับใช้เป็นกฏหมายภายในสิ้นปี 2553 นี้ โดยมีปลัดกระทรวงฯนั่งเป็นเลขาธิการสภาฯ ให้เกษตรกรจังหวัดเป็นหัวหน้าสำนักงานเตรียมเลือกตั้งสภาเกษตรแห่งชาติชุดแรกจากทั่วประเทศภายใน 2 ปีเจตนารมณ์ของการมีสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่รักษาและสร้างประโยชน์ให้เกษตรกรที่เป็นคนกลุ่มใหญ่และเป็นอาชีพสำคัญของประเทศ โดยสาระสำคัญจะเป็นการคุ้มครองรักษาผลประโยชน์เกี่ยวกับการผลิต การตลาด เพื่อให้สินค้าเกษตรได้รับผลตอบแทนสูงสุด มีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายอย่างเป็นเป็นเอกภาพเข้มแข็ง ที่สำคัญเกษตรกรสามารถจัดทำแผนแม่บทเสนอคณะรัฐมนตรีในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับภาคเกษตรกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาได้ตรงกับความเป็นจริงดูน่าจะเป็นความหวังหลังรอมานานกว่า 30 ปีของการผลักดันโดยภาคประชาชน แต่ในอีกมุมหนึ่งวันนี้กลับมีคำถามที่น่าฉุกคิดว่า “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” ที่กำลังคลอดออกมานี้ แทนที่จะเป็นตัวแทนเกษตรกรรากหญ้าส่วนใหญ่ของประเทศ กลับจะเป็นตัวแทนภาคธุรกิจการเกษตรและ “ฤาจะเป็นดาบสองคมทิ่มแทงเกษตรกรรายย่อย” โต๊ะข่าวเพื่อชุมชนพาไปฟังคำถาม และเหตุผลเหล่านี้จากคณะทำงานติดตามร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรแห่งชาติ….ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์  กรรมการคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยเรื่องนี้ผลักดันกันมากว่า 30 ปี โดยมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มเกษตรกรจำนวนมากที่ต้องการให้มีสภาฯเพื่อดูแลแก้ไขปัญหาของเกษตรกรด้วยกันเอง เนื่องจากขณะนั้นมีสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และสภาอื่นๆเกิดขึ้นมาเพื่อดูแลคนในภาคส่วนนั้นๆ แต่ภาคเกษตรกรรมมีคนมากกว่าภาคส่วนอื่นยังไม่มีตรงนี้ จึงเป็นที่มาของการรวมตัวเสนอร่างกฏหมายโดยภาคประชาชน แต่เสนอครั้งใดก็ยุบสภาฯทุกครั้ง ร่างนี้จึงถูกดองและแทนที่ด้วยร่างใหม่หลายฉบับที่เสนอโดยภาคการเมือง รวมถึงฉบับล่าสุดที่ผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาและกำลังเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในสมัยประชุมสามัญวันที่ 4 ส.ค.นี้“ผมมองสภาเกษตรจะเป็นเวทีเสนอแนะนโยบาย สู่การปรับปรุงส่งเสริมและแก้ไขปัญหาที่อยู่บนพื้นฐานของเกษตรกรจริงๆ ไม่ใช่อยู่บนฐานของกระทรวงแบบเดิมๆ ร่างปัจจุบันมีสาระสำคัญเปลี่ยนแปลงไปบ้างจากเจตนาเดิม แม้พอรับได้แต่ยังมีข้อกังวล โดยเฉพาะประเด็นการคัดเลือกผู้แทนมานั่งในสภาฯ”เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกเป็นระบบผู้แทน จากระดับหมู่บ้านไล่มาถึงระดับจังหวัด โดยประธานสภาระดับจังหวัดจะเข้าไปเป็นสมาชิกของสภาเกษตรระดับชาติ ข้อเป็นห่วงอยู่ที่ผู้แทนที่เข้ามาอาจไม่ได้เป็นเกษตรกรตัวจริง ไม่เข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง อีกทั้งในแง่จำนวนเพียง 21 คนในระดับจังหวัด และ 99 คนในระดับชาติอาจดูแลเกษตรกร 20-30 ล้านคนได้ไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ยังมีเรื่องอำนาจหน้าที่ซึ่งเสมือนว่าแค่ตั้งสภาเพื่อเสนอนโยบาย ไม่ได้ต่างจากสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาอื่นๆ
“เกษตรกรมีความหลากหลายมาก คนที่เข้ามามักเป็นพวกที่อยู่ในแวดวงราชการมีสายสะพาย เสนอว่าในเชิงโครงสร้างอาจต้องเคร่งครัดในกระบวนการสรรหา เพราะแนวโน้มข้างหน้าจะดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของผู้แทน ที่ต้องมีความรู้ ประสบการณ์ รู้จักวิเคราะห์และเจรจา เพราะการเกษตรไม่ใช่แค่เพาะปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ แต่โยงไปถึงการนำเข้า ส่งออก และต่างประเทศด้วย”อีกส่วนคือบทเฉพาะกาลที่ระบุให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่เลขาธิการของสภาฯ คล้ายกับคณะทำงานชั่วคราวในการจัดตั้งสภาฯโดยตั้งสมมติฐานเอาเองว่าเกษตรกรอาจไม่มีความพร้อมและรัฐบาลยังขาดงบประมาณ  มองว่าเป็นข้ออ้างที่ดูใจแคบเกินไปเสียหน่อย เพราะในความเป็นจริง สามารถจ้างผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาเป็นกองเลขาฯ เตรียมความพร้อมและข้อมูลให้เกษตรกรเสนอว่า 1.ควรมีสภาเกษตรกรหมู่บ้าน ตำบล อำเภอด้วย นอกเหนือจากสภาระดับจังหวัดและชาติ เพื่อให้ดูแลกันได้ถ้วนทั่ว 2.จำเป็นต้องเพิ่มอำนาจหน้าที่ของสภาฯให้เป็นที่รวมตัว แก้ไขปัญหา และสร้างพลังต่อรอง ไม่ใช่แค่เสนอนโยบายอย่างเดียว 3.ควรตั้งสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติที่เป็นอิสระปลอดจากการแทรกแซงโดยรัฐ และ 4.ทันทีสภาฯจัดตั้งควรมีการประเมินงานภายใน 6 เดือนและปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ปิดกั้นหรือสร้างเงื่อนไขให้เกษตรกร“ทุกวันนี้ภาคการเกษตรเติบโตมีรายได้และกำไรมหาศาล แต่เกษตรกรเป็นหนี้สินปีละแสนล้าน เห็นชัดว่าเขาถูกเอารัดเอาเปรียบลืมตาอ้าปาไม่ขึ้น การมีกฎหมายที่ให้บทบาทเกษตรกรมีส่วนร่วมและเป็นผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายมีความสำคัญ แต่ต้องระวังอย่าให้ไปกดทับเกษตรกรจนกลายเป็นเบี้ยล่างฝ่ายอื่นอีก”ทศพล ทรรศนกุลพันธ์  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มาของร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรฯฉบับนี้ เป็นร่างเดิมของฝ่ายการเมืองและราชการ ที่นำเสนอเข้าพิจารณาในช่วงจังหวะเวลาที่สถานการณ์การเมืองกำลังครุกรุ่น หากมองย้อนไปถึงเจตนารมณ์เดิมในร่างของภาคประชาชน เกษตรกรเพียงต้องการให้มีการรวมกลุ่มเพื่อพูดปัญหาของตัวเอง โดยมีเป้าหมายคือการแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตและสร้างหลักประกันสิทธิที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้ถูกกล่าวถึงเลยในร่างฉบับนี้“ด้วยบริบทของร่างนี้ ผมคิดกลับกันว่าแทนที่มีสภาเกษตรแล้วจะเป็นผลดี อาจเป็นอันตรายมากกว่า กลายเป็นว่าจะมีคนเข้ามาพูดแทนเกษตรกร ที่น่าห่วงที่สุดตอนนี้คือรูปแบบเกษตรพันธสัญญา ที่เกษตรกรจำนวนมากอยู่ในอำนาจและการควบคุมของธุรกิจ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้สภาเกษตรฯ เอื้อต่อการทำเกษตรเชิงเดี่ยวหรือพาณิชย์มากกว่าเกษตรทางเลือก”ด้านโครงสร้างไม่ว่าจะมองเฉพาะคณะกรรมการชั่วคราว ที่ให้อำนาจรัฐเข้ามาจัดกระบวนการหรือแม้แต่กรรมการทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติ ล้วนแต่มีเครือข่ายหรือสัมพันธ์