ทุนนิยมตามความเข้าใจของผมคือนิยามของนักเศรษฐศาสตร์ที่คิดแสวงหากำไรหลีกเลี่ยงการขาดทุน ดังนั้นจึงคิดเสมอว่ามีทุนหรือมีทรัพย์อยู่เท่านี้จะทำอย่างไรให้ได้มากกว่านี้ แล้ววิธีการเหล่านั้นบางครั้งอาจจะขัดแย้งต่อความสงบสุขของสังคมอันดีงาม และไม่ค่อยคิดถึงผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นนอกจากผลของทุนที่จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง

ก่อนอื่นต้องแยกการใช้เงินสมมติกับทุนนิยมออกจากกันก่อนนะครับเพราะมันคนละเรื่อง เพราะธนบัตรคือตัวแทนของเงินที่แท้จริง แต่ทั่วโลกเขาใช้โลหะที่มีค่าเป็นหลักประกันว่าเงินที่ผลิตได้นั้นมีตัวตนนั่นก็คือทองคำ แต่สำหรับบ้านเราก็ใช้ทองคำกับดอลล่าร์เป็นวัตถุประกัน แต่ยังนิยมเรียกเงินตามพฤติกรรมในอดีต และปัจจุบันบางแห่งยังเรียกเงินว่าเบี้ยอยู่เหมือนเดิมก็มี

สำหรับคำว่าเงินกินไม่ได้นั่นเป็นสิ่งที่ถูกครับ แต่สิ่งที่เงินซื้อมานั้นอาจจะกินได้ และสิ่งที่กินได้ต้องใช้เงินซื้อมาเช่นกัน ไม่มีอะไรฟรีในโลกนี้นี่เป็นของจริงครับ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีสมดุล

การเกษตรปลูกผักผลไม้นั้นใช่ว่าจะฟรีหรือไม่ต้องใช้เงิน ลองดูไหมครับว่าเดินเข้าป่าไปหักไร่ถางพงแล้วไปขอพันธุ์ผัก พันธุ์ข้าวจากคนอื่น ๆ ขอพันธุ์หมู พันธุ์ไก่ หรือไม่ก็ไปจับปลา จับกุ้งตามแม่น้ำมาเพาะพันธุ์แพร่ขยายพันธุ์ทั้งหมดแบบไม่ต้องใช้เงินได้หรือไม่ ผมว่าคงโดนจับตั้งแต่เข้าไปไปถางป่าแล้ว แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมีค่าแลกเปลี่ยนกันทั้งนั้นอย่างน้อยที่ดินก็ไม่ได้มาแบบได้เปล่า ต้องใช้หยาดเหงื่อแรงกายแลก นี่แหละครับแนวคิดแบบทุนนิยม

แต่จะทำอย่างไรให้คำว่าทุนนิยมกับสังคมนิยมอยู่ด้วยกันได้ในแบบสมดุลธรรมชาติ คำตอบก็คือเศรษฐศาสตร์แนวพุทธครับ ถึงจะอยู่ได้

และหากย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์สมัยโบราณแล้วจะพบว่าโบราณอยู่ได้ก็เพราะการค้าแบบทุนนิยม และเป็นการผูกขาดเสียมากกว่า อาณาจักรสุโขทัยอยู่ไม่ได้เพราะถูกกรุงศรีอยุธยาตัดทางน้ำทำให้ออกทะเลไปค้าขายไม่ได้ ต้องไปออกที่เมืองเมาะตะมะ หรือเมืองของมะกะโท นี่ก็เป็นเรื่องของทุนนิยมเหมือนกัน แต่เป็นเรื่องที่เรามองข้ามครับ

เศรษฐศาสตร์พอเพียงและเศรษฐศาสตร์แนวพุทธเท่านั้นที่แก้ปัญหาวิกฤติต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน