ระเบียบของกรมการขนส่งทางบกฉบับนี้ มาจากนโยบายแก้ไขปัญหาที่ชาวบ้านนำรถส่วนตัว(จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.รถยนต์) มาวิ่งรับส่งคนโดยสาร และเก็บค่าโดยสารแบบรถประจำทาง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก มีโทษทั้งจำและปรับ
รถเหล่านี้ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่รถประจำทางในต่างจังหวัดเป็นอย่างมาก เพราะไปวิ่งแย่งรับคนโดยสารของรถโดยสารประจำทางที่มีเส้นทางถูกต้องตามกฏหมาย เมื่อกลุ่มรถโดยสารประจำทางร้องเรียนให้กรมการขนส่งทางบกและเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ก็จะมีข้ออ้างว่า ทำมาหากินสุจริต ไม่ได้ไปจี้ไปปล้นใคร ไม่เห็นจะเป็นไร แบ่งๆ กันหากิน ต่อมาเมื่อการเมืองเข้ามายุ่ง จึงหาทางสร้างคะแนนเสียง ด้วยการช่วยคนผิดให้เป็นคนถูก จึงได้ออกระเบียบดังกล่าว เพื่อให้รถผิดกฏหมายเหล่านั้น เป็นรถถูกกฎหมาย ใครก็จับไม่ได้ เพราะดำเนินการทางกฎหมายถูกต้อง มีสิทธิตามกฎหมายทุกประการ ส่วนรถโดยสารประจำทางก็ต้องผิดหวังกล้ำกลืนต่อไป เพราะคนผิดเป็นคนถูก และเมื่อพิจารณาระเบียบดังกล่าวให้ชัดเจน จะเห็นว่าในข้อที่ 7 เป็นช่องว่างที่ทำให้รถนักเรียนเหล่านี้ ไปรับส่งคนโดยสารอย่างรถโดยสารประจำทางได้ เพราะคำว่า "เว้นแต่ผู้ควบคุมดูแลนักเรียนหรือผู้ปกครอง" หมายถึงบุคคลที่อยู่บนรถที่มิใช่นักเรียน เพราะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ก็จะอ้างว่า เป็นผู้ปกครองบ้าง ผู้ควบคุมดูแลนักเรียนบ้าง จึงจะเห็นได้ว่า รถนักเรียนทุกจังหวัด มีทั้งนักเรียนและผู้ที่มิใช่นักเรียน
ถ้าจะพิจารณาอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการรถโดยสาร จะเห็นได้ว่า รถโดยสารประจำทาง จะมีกฏหมายตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก กำหนดให้วิ่งรถรับส่งผู้โดยสารตามเส้นทางที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น จะวิ่งเกินกว่าเส้นทาง หรือไม่ครบเส้นทาง ที่ได้รับอนุญาตไม่ได้ ค่าโดยสารก็ถูกกำหนดควบคุมโดยคณะกรรมการของจังหวัด รถเหล่านี้เป็นรถที่ถูกต้องตามกฏหมายและต้องถูกบังคับโดยผลของกฏหมาย จึงไม่สามารถนำรถไปรับผู้โดยสารจากหน้าบ้านไปสิ่งหน้าโรงเรียนแบบรถนักเรียนเหล่านี้ได้
ถ้าจะพิจารณาในแง่ของกฏหมายหมาชนแล้ว ซึ่งเป็นความคิดเห็นส่วนตัว ดังนี้
1.ระเบียบนี้น่าจะขัดต่อกฏหมาย เพราะรถที่ใช้ขนส่งเพื่อสินจ้าง ต้องจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.การขนส่งทางบก แต่รถนักเรียนจดทะเบียนตาม พ.ร.บ.รถยนต์ นำไปรับจ้างได้ ถ้าเป็นแบบนี้ได้ รถยนต์ส่วนตัวในกรุงเทพ ก็นำไปวิ่งรับจ้างแบบรถแท็กซี่ได้
2.ในข้อ 7 ใช้คำว่า "เว้นแต่ผู้ควบคุมดูแลนักเรียนหรือผู้ปกครอง" เป็นการบัญญัติกฏหมายที่กำกวม ทำให้เกิดช่องว่างของกหมาย สมควรที่จะตัดทิ้ง
3.กิจการขนส่งผู้โดยสารเป็นกิจการด้านสาธารณูปโภคที่รัฐใช้อำนาจนิติรัฐ เข้ามาควบคุมเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบและระบบ ในเมื่อรัฐได้กำหนด พ.ร.บ.การขนส่งทางบกมาแล้ว ซึ่งเป็นการจำกัดและรอนสิทธิบางประการของผู้ประกอบการขนส่งและเจ้าของรถโดยสาร ตามหลักนิติรัฐ กรมการขนส่งทางบกก็ต้องให้ความเป็นธรรมและเสมอภาคแก่ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางและเจ้าของรถด้วย กรมการขนส่งทางบกจะต้องรับรองและคุ้มครองสิทธิของผู้ประกอบการขนส่งและเจ้าของรถเหล่านั้นด้วย จึงจะเกิดความเสมอภาคและเป็นธรรมด้วยกันทั้งสองฝ่าย ระเบียบดังกล่าวเอื้อประโยชน์เฉพาะรถส่วนบุคคลที่นำมารับส่งนักเรียนและผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้ปกครอง แล้วกรมการขนส่งทางบกเยียวยาช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งและเจ้าของรถที่ถูกแย่งผู้โดยสารนั้นอย่างไร หรือปล่อยให้ผู้ประกอบการเหล่านั้น ต้องเลิกกิจการไปทีละราย ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการขนส่งรถหมวด 3 และหมวด 4 ในต่างจังหวัด ต่างคืนใบอนุญาตประกอบการขนส่งกันมากขึ้น ซึ่งกรมการขนส่งก็ไม่เคยทำการสอบถามหรือศึกษาวิจัยว่าเพราะเหตุใด และจะช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ยังเหลืออยู่ให้อยู่รอดได้อย่างไร
ที่กล่าวมาเป็นความคิดเห็นส่วนตัว อาจจะไม่ถูกใจหลายท่าน แต่ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่ง ที่สะท้อนให้เห็นปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการแก้ไขปัญหาของรัฐ ซึ่งควรจะ win-win ทั้งสองฝ่าย มิใช่ฝ่ายเดียว แต่จะอย่างไรก็ตาม ผมทราบมานานแล้วว่า ถึงระบบการขนส่งจะล่มสลาย หรือผู้ประกอบการขนส่งหมดเนื้อหมดตัว ตั้งแต่ท่านอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ถึงนักการภารโรง ก็ยังได้เงินเดือนและมีสวัสดิการตามเดิม
ขอบคุณครับ
ฉัตรไชย ภู่อารีย์