ปัญหาผลกระทบจากเทคโนโลยี : กรณีศึกษาเด็กติดเกมส์
ก่อนอื่นเราควรจะมาพิจารณากันให้ชัดเจนขึ้นสักหน่อยดีไหมว่าการติด "เกมส์" ที่เรากำลังพูดถึงกันในที่นี้ซึ่งก็หมายถึงเกมส์คอมพิวเตอร์นั้น อันที่จริงไม่ใช่ปัญหาที่เพิ่งเกิดขึ้นแต่ประการใด
คนเราโดยปกติแล้วก็มักจะมีการติดอะไรบ้างสักอย่างหรือหลายอย่างในชีวิต ลองนับดูเล่นๆว่าตัวเราเองเคยติดอะไรมาบ้างในอดีต และปัจจุบัน ก็อาจจะทำให้เรามองปัญหาการติดเล่นเกมส์ของเด็กได้อย่าง "เข้าใจ" มากขึ้น และไม่ตื่นตระหนกไปเกินกว่าเหตุ และสามารถหาทางแก้ หรือบรรเทาปัญหาได้โดยไม่ใช้วิธีการ "ห้าม" ไปเสียทุกอย่าง อย่าไปเอาเหตุผลของผู้ใหญ่ไปประเมินเด็ก
ของทุกอย่างในโลกย่อมต้องมีทั้งประโยชน์และโทษ เกมส์คอมพิวเตอร์ก็เช่นกัน ถ้าหากบรรดาผู้ปกครองใส่ใจกันสักนิดตั้งแต่ต้น และดูแล ควบคุมให้การเล่นเกมส์เป็นไปอย่างมี "สติ" ไม่มากจนเกินไป ตลอดจนเลือกเกมส์ที่มีประโยชน์มากกว่าโทษ เช่น ไม่เน้นความรุนแรง ลามกอนาจาร หรืออาจเลือกเกมส์ที่สามารถใช้เพื่อการฝึกประสาทสัมผัส ตลอดจนฝึกการตัดสินใจที่เฉียบคมมากขึ้น ท่านทราบหรือไม่ว่านักบินในปัจจุบัน โดยเฉพาะเครื่องบินขับไล่ ล้วนต้องผ่านการฝึกกับ Flight Simulator ซึ่งอันที่จริงแล้วก็เหมือนกับการฝึกเล่นเกมส์ดีๆนี่เอง
ลองถามตัวท่านเองว่าตอนที่ท่านซื้อเกมส์ให้ลูกหลานเล่น ท่านเคยถามหรือไม่ว่าเกมส์ดังกล่าวเป็นเกมส์อะไร เล่นอย่างไร แล้วท่านลองประเมินเองว่าเกมส์ดังกล่าวจะมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะด้านใดได้บ้าง เพราะหลายคนทำเพียงแค่ให้สตางค์ไปซื้อเท่านั้น!
สำหรับกรณีของเด็กไปเล่นตามร้านเกมส์ อาจจะเป็นเรื่องยากที่ผู้ปกครองจะตามไปควบคุม คงจะต้องหวังพึ่งภาครัฐ ที่จะต้องดูแลกันบ้าง ทั้งในเรื่องกฏระเบียบ หรือข้อกำหนดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำหนดเวลาที่เด็กสามารถจะเข้าไปเล่นได้ เช่น เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไม่ควรให้เล่นเกินกว่า 21.00 น. เนื่องจากยังอยู่ในวัยเรียน ร่างกายจำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนมากกว่าผู้ใหญ่ การควบคุมการเปิดร้านก็อาจจะต้องมีเงื่อนไขการขออนุญาติการเปิดร้านเกมส์ที่เข้มงวดไม่น้อยไปกว่าสถานบันเทิงชนิดอื่นๆ
อย่างไรก็ดีหากมองโลกในแง่ดีกันไว้บ้าง การติดเกมส์คอมพิวเตอร์ก็ยังดีกว่าการเสพติดประเภทอื่น เช่น ติดยา ติดการพนัน สามารถจะแก้ไขปัญหานี้ได้ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลา และความความรักเอาใจใส่ของผู้ปกครองที่มากกว่านี้