ผมขอบคุณอาจารย์สุรเชษฐ์ เวชชพิทักษ์ที่สนใจกับการที่ผมนำ
เอาบทความอาจารย์นิธิ ซึ่งมีความน่าสนใจในการนำเสนอคำตอบว่า
ญาณวิทยาแบบไทย ๆเป็นอย่างไร
ผมทิ้งบล๊อคนี้ไปนานทีเดียวเพราะไม่มีเวลาที่จะเขียน
จนอีเมล์มาเตือน ก็แวะมาอีกที ความรู้ที่ถูกกีดกันไปสู่ชายขอบ ก็ยังคิดไม่เสร็จเลยครับ เป็นอันว่าคำตอบของอาจารย์นิธิได้ตอบปัญหาของผมได้
ผมทำงานเกี่ยวกับ
ความรู้ การจัดการศึกษา มองว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมามันประสบความล้มเหลวนั่น
ก็เพราะเรื่องญาณวิทยา อันที่มันขัดแย้งกันนี่่แหละ
เรื่องเหล่านี้มันจมลึกเป็นอุดมการณ์ จิตสำนึุก ของสังคมและวัฒนธรรมไทยไปจนได้ จนยากที่จะแก้ไข เพราะว่า คำว่าครูในสังคมไทยมันเป็นตัวแทนของความจริงและไม่อาจตรวจสอบความจริงนั้นได
เพราะเราเริ่มทำลายเด็กตั้งแต่การปิดกั้นความคิดของเด็ก
ตั้งแต่เข้าโรงเรียน คำถามต่า่ง ๆ จะหายไป การถูกทำให้เงียบมีความสำคัญมากในการจัดการศึกษา อันนี้เป็นไปตั้งแต่ประถม จนถึงระดับอุดมศึกษานะครับ อันนี้ก็รวมทั้งผู้ที่จบมาแล้วเข้าสู่้ระบบการเป็นครูบาอาจารย์ก็จะมีการสืบทอด
ความเงียบ และ การตั้งคำถามจะหายไป ความขัดแย้งระหว่างญาณวิทยาทั้ง 2 อย่าง ปรากฎตัวอย่างสำคัญในวิธีการจัดการศึกษาแบบเน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง
ความขัดแย้งปรากฎขึ้น สองขั้ว ของความคิด คือ
ญาณวิทยาของไทยอันซึมลึก
ญาณวิทยาของฝรั่งการจัดการเรียนรู้แบบchild center ซึ่งนำเอาเข้ามา เป็นเรื่องใหม่ จากพวกผู้เชี่ยวชาญ และรู้เฉพาะด้าน ก็นำมันมาด้านเดียว และผลักดันกัน
ม้ันจึงเกิดความกึ่งดิบ กึ่งดี ล้มเหลวมาแต่ต้่น
ซึ่งในประเด็นญาณวิทยา หรือ ทฤษฎีความรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีการถกเถีึยงกันมาตั้งแต่โบราณแล้วละครับ
ซึ่งคำถามในระดับพื้นฐาน ก็คือ ความรู้คืออะไร
คำตอบจึงมีทั้งหลากหลายตามโลกทัศน์แต่ละคน
ตั้งแต่พวกวัตถุนิยม จิตนิยม Pramatism คำตอบ
ที่แตกต่างกันเหล่านี้ชวนให้ถกเถียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด