สำหรับ “ชมรมพัฒนาใจให้สว่างใส” ได้เปิดหลักสูตรการฝึกเป็นวิปัสสนาจารย์สำหรับทุกท่าน  ทุกเพศ  ทุกวัย  ให้ได้เรียนรู้วิชชาครูติดตัวไป  และเป็นการสร้างบารมีพุทธภูมิไปในตัวด้วย  การเรียนรู้แบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ นั่นคือ

๑.ภาคปริยัติ
๒.ภาคปฏิบัติ

สำหรับในส่วนของการฝึกวิทยากรหรือวิปัสสนาจารย์ในภาคปริยัตินั้น  ได้แก่  การฝึกท่องเนื้อวิชชาสำหรับใช้ในการสอน  เนื้อวิชชามีดังนี้

หลักสูตรภาคปริยัติ

๑. ท่องเนื้อวิชชาการเดินใจไปตามฐานทางเดินของใจทั้ง ๗ ฐาน ให้ถูกต้องชัดเจน  และเรียนรู้ถึงเทคนิคการบอกวิชชาให้เกิดสิทธิเฉียบขาดในการสอนด้วย  เทคนิคการบอกวิชชาแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ

- ภาคอธิบายวิชชา
- ภาคสั่งวิชชา 

๒. ท่องเนื้อวิชชาการต่อวิชชาเจาะดวงธรรมให้เกิดกายธรรมเบื้องต้น  ท่านต้องเรียนรู้วิธีการต่อวิชชาและการแก้ไขปัญหาในการต่อวิชชาได้ด้วย

๓. ท่องเนื้อวิชชาหลักสูตร ๔ กายธรรม  หรือวิชชาครึ่งหลักสูตร เพื่อให้ผู้ฝึกเดินลำดับฐาน-ลำดับดวง-ลำดับกาย และเข้ากลางของกลางคือจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมได้

๔. ท่องเนื้อวิชชาหลักสูตรวิชชา ๑๘ กายทั้งอนุโลม-ปฏิโลม  ต้องเรียนรู้เทคนิคการเดินกายในกายทั้ง ๑๘ กายให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ฝึก  ว่าเดินวิชชาอย่างไรจึงจะทำให้กายในกายใสยิ่งขึ้น  เรียนรู้เทคนิคการทำให้ใจหยุด-นิ่ง-แน่น ให้เห็นวิชชาชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย

๕. ท่องเนื้อวิชชาการเดินวิชชาเข้าหายกายธรรมต้นธาตุ  ต้นธาตุคือหลวงพ่อวัดปากน้ำ  กายธรรมของท่านอยู่ระหว่างนิพพานกับภพ ๓

๖. ท่องเนื้อวิชชาการเดินวิชชาเข้านิพพานเบื้องต้น เพื่อไปกราบมนัสการพระพุทธเจ้าในนิพพานได้ 

ทั้งหมดนี้เป็นเนื้อหาในภาคปริยัติ  เมื่อท่องเนื้อวิชชาได้อย่างถูกต้องแม่นยำดีแล้ว  ท่านจะต้องสอบท่องวิชชาให้ครูอาจารย์ฟัง  เมื่อท่องได้ครบถ้วนถือว่า  ท่านผ่านหลักสูตรสอบเป็นวิทยากรหรือวิปัสสนาจารย์ภาคทฤษฎีหรือภาคปริยัติแล้ว  ต่อไปคือการลงสู่สนามฝึกจริงในขั้นภาคปฏิบัติ  เมื่อสอบผ่านภาคปริยัติ  ครูอาจารย์ก็คือ คุณลุงการุณย์  บุญมานุช  ท่านจะมอบอุปกรณ์การสอนให้ ๓ อย่างด้วยกัน  คือ

๑. แผนภูมิทางเดินของใจทั้ง ๗ ฐาน 
๒.ดวงแก้วใส
๓. พระผงรุ่นต้นปราบ

                                         

ภาคปฏิบัติ

การฝึกภาคลงสนามเพื่อเป็นวิทยากรหรือวิปัสสนาจารย์ภาคปฏิบัตินั้น  แบ่งหลักสูตรการเรียนรู้เป็น ๓ ระดับ  ได้แก่

๑. วิทยากรตรี  ทำหน้าที่ช่วยเหลืองานสอนทุกอย่างตามที่วิทยากรเอกสั่ง  หน้าที่หลักคือ  ต้องต่อวิชชาเจาะดวงธรรมให้เห็นกายธรรมหนึ่งกายให้แก่ผู้มารับการฝึกได้

๒. วิทยากรโท  ทำหน้าที่ช่วยเหลืองานสอนทุกอย่างตามที่วิทยากรเอกสั่ง  หน้าที่หลักคือ  ต้องต่อวิชชา ๔ กายธรรมให้แก่ผู้มารับการฝึกได้

๓. วิทยากรเอก  ทำหน้าที่วางแผนการสอน  ประชุมก่อนสอนเพื่อแจกจ่ายงานให้วิทยากรอื่นๆ ทำหน้าที่สอนตั้งแต่ต้นจนจบการฝึก  และทำหน้าที่ประชุมหลังสอนเพื่อแก้ไขปรับปรุงหรือสรุปผลงานการสอนในครั้งนั้นๆ แปลว่าอำนาจในการสอนทุกอย่างอยู่ที่วิทยากรเอก  ถือว่าวิทยากรเอกมีสิทธิเฉียบขาดในการสอนครั้งนั้นๆ

 

วิทยากรท่านใดที่มีความสามารถเป็นวิทยากรเอกได้  แปลว่าท่านต้องเรียนรู้ผ่านหลักสูตรวิทยากรตรี และวิทยากรโทมาแล้ว  ไม่เช่นนั้นท่านจะไม่รู้หน้าที่ของวิทยากรระดับต่างๆ ท่านจะแจกจ่ายงานไม่ถูก  ท่านจะวางแผนการสอนไม่เป็น  นี่คือการเรียนรู้อย่างเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน  ทุกคนสามารถเป็นวิทยากรเอกได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิทยากรรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่เป็นวิทยากรพี่เลี้ยงที่จะช่วยให้ท่านฝึกฝนจนกระทั่งสร้างบารมีถึงขั้นเข้าสู่การเป็นวิทยากรเอกได้  และเมื่อท่านเป็นวิทยากรเอกได้แล้ว  ต่อไปท่านก็จะก้าวสู่วิทยากรผู้ชำนาญการต่อไป

 

การฝึกเป็นวิทยากรหรือวิปัสสนาจารย์นอกจากจะเรียนรู้ในภาคปริยัติและปฏิบัติแล้ว  ท่านต้องเรียนในขั้นปฏิเวธอีกด้วย  นั่นคือ  เมื่อท่านสอบท่องเนื้อวิชชาผ่านแล้ว  ท่านได้ขึ้นเป็นวิทยากรหรือวิปัสสนาจารย์ฝึกหัดแล้ว  หน้าที่ของท่านก็คือต้องนั่งสมาธิเดินวิชชา ๑๘ กายตามที่ท่านท่องเนื้อวิชชาไปสอบนั้นทุกวัน  อย่างน้อยวันละ ๒ เวลา  คือ  ก่อนนอนรอบหนึ่ง  และตื่นนอนตอนเช้าอีกรอบหนึ่ง  ทำอย่างนี้ทุกวันก็จะทำให้ใจของท่านเกิดผลหรือเกิดปฏิเวธธรรม  คือ  ใจหยุด-นิ่ง-แน่น-ใสได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งที่ไม่เห็นวิชชาก็จะเห็นวิชชาเพราะท่านเป็นวิชชามาก่อนแล้ว  ที่เห็นวิชชามาก่อนแล้วก็จะเห็นได้ดียิ่งขึ้นเกิดการพัฒนาทางวิชชาเรื่อยไปเพราะเราฝึกเดินวิชชาส่วนตัวทุกวัน  แปลว่าเราฝึกแบบบัณฑิต นั่นคือ  เรียนไป  ทำไป  เกิดประโยชน์ทุกสถาน  ความรู้ก็ได้  บารมีก็ได้  ได้ทุกทางอย่างไม่เสียเวลาเปล่านั่นเอง

 

สำหรับการสอนผู้อื่นให้เข้าถึงธรรมกายตามหลักสูตรการฝึกวิทยากรนั้น  เมื่อเราสอนได้ถูกต้อง  เป็นขั้นเป็นตอนอย่างชัดเจน  เราสามารถทำให้ผู้มารับการฝึกเห็นธรรมกายและเข้าถึงกายในกายได้อย่างมหัศจรรย์  อย่างที่ตัวของเราเองก็ไม่นึกไม่ฝันว่าเราจะทำได้มาก่อน  ทั้งนี้เกิดจากการเรียนรู้เทคนิคการสอนที่ถูกต้อง  และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากปฏิเวธธรรมนั่นก็คือเราเดินวิชชาได้ถูกธาตุถูกธรรมจริงๆ การสอนจึงได้ผลอย่างไม่คาดคิด 

 

ในส่วนละเอียด  ธาตุธรรมภาคขาวจะเข้ามาซ้อนวิชชาที่ศูนย์กลางกายของเราเพื่อให้เรามีสิทธิเฉียบขาดเวลาขึ้นสอน  ไม่ว่าเราจะทำหน้าที่เป็นวิทยากรในตำแหน่งใด  แต่ทั้งนี้มีเกณฑ์อยู่ว่า  วิทยากรต้องเดินวิชชา ๑๘ กายและเดินวิชชาเข้าหาต้นธาตุและเข้านิพพานด้วยทุกครั้งก่อนสอน  ถ้าท่านทำเช่นนี้เกิดผลคือเกิดปฏิเวธธรรมทันที  การสอนจะได้ผลดียิ่ง  เพราะพระพุทธเจ้าหรือธาตุธรรมภาคขาวก็ดี  ทิพย์  พรหม  อรูปพรหม  รวมทั้งจักรพรรดิกายสิทธิ์ของธรรมภาคขาวก็ดี  ก็จะมาชูช่วยให้การสอนในครั้งนั้นๆ เกิดสิทธิเฉียบขาดสอนได้ผลทำให้ผู้ฝึกเห็นและเข้าถึงธรรมกายได้นั่นเอง  แปลว่า  การสอนทุกครั้งเราไม่ได้ทำงานคนเดียว  ในส่วนหยาบเราทำงานร่วมกับวิทยากรท่านอื่นๆ ในส่วนละเอียดเราทำหน้าประสานกับธาตุธรรมภาคขาวทั้งหมด  เป็นการระดมสรรพกำลังมาช่วยเปิดรู้เปิดญาณฯให้ผู้ฝึกได้เข้าถึงธรรมกายนั่นเอง  นี่คือหน้าที่ของเราผู้เป็นวิทยากรหรือวิปัสสนาจารย์สอนสมาธิวิชชาธรรมกาย

 

ทั้งหมดที่ได้บรรยายมานี้  ท่านเคยได้ยินได้ฟังเช่นนี้หรือไม่  ท่านเคยทราบเหตุทราบผลอย่างนี้หรือไม่  ท่านเกิดความเข้าใจว่าทำไมวิทยากรของคุณลุงการุณย์  บุญมานุชจึงสอนให้ผู้ฝึกเข้าถึงธรรมกายได้อย่างได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยเช่นนี้หรือยัง  ถ้าท่านเกิดความเข้าใจแล้ว  ท่านจะนิ่งเฉยอยู่ทำไม  มาเรียนรู้  มาฝึกฝนให้ตนเองเป็นวิทยากรผู้ชำนาญการกันดีกว่า  โลกต้องการคนอย่างท่าน  วิทยากรรุ่นพี่พร้อมแล้วที่จะร่วมทางเดินไปกับท่าน  คุณลุงการุณย์กล่าวว่า  “วิทยากรทุกท่านต้องสร้างบารมีได้สำเร็จเสร็จสิ้นในชาตินี้  ไม่ต้องรอชาติอื่น  ชาตินี้โชคดีเกิดมาพบวิชชาแล้ว  ชาติอื่นไม่แน่นอน  เราต้องสร้างบารมีให้สำเร็จเสร็จสิ้นกันในชาตินี้นี่แหละ”

 

“ในลักษณ์นั้นท่านว่า  น่าประหลาด  เป็นเชื้อชาตินักรบกลั่นกล้า

เหตุไฉนจึ่งย่อท้อรอรา  หรือจะกล้าแต่เพียงวาที

เห็นแก้วแวววับที่จับจิต  ไยไม่คิดอาจเอื้อมให้ถึงที่

เมื่อไม่เอื้อมจะได้อย่างไรมี  อันมณีหรือจะโลดมาถึงมือ”