แน่นอนครับว่า หลักสูตรย่อมต้องกำหนดให้เรียนครบทุกด้าน แต่ปัญหาอยู่ที่ความเข้าใจและความคาดหวังของสังคม ซึ่งส่งผลต่อการปฏิบัติของโรงเรียน เพราะสังคมเข้าใจว่า เด็กเก่ง คือเด็กที่สอบวิชาคณิตฯ วิทย์ ภาษา ได้คะแนนดี และเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะยอดฮิต ดังนั้นบรรดาข้อสอบทั้งหลายที่หลั่งไหลมาจากหลายสถาบัน ไม่ว่าจะเป็น สสวท. โอลิมปิกนานาชาติ เพชรยอดมงกุฎ ฯลฯ จึงเน้นไปในทางนี้ และบ่อยครั้งที่ค่อนข้างจะเกินระดับความเข้าใจของเด็ก ไม่เชื่อไปดูข้อสอบ สสวท. ที่ใช้สอบเด็กประถม 3 สิครับ.. ผู้ใหญ่หลายคนยังทำไม่ได้เลย โรงเรียนจึงต้องลอยตามน้ำไปตามความคาดหวังของสังคม และวิธีลอยตามน้ำได้ลัดที่สุด ก็คือ การจับเด็กมาติวเข้มและท่องจำ มากกว่าจะสอนให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเข้าใจและรอบด้าน สังเกตได้จากโรงเรียนประถมส่วนใหญ่ยังสอนวิทย์ คณิต ด้วยกระดานดำ ไม่มีห้องทดลอง ไม่มีอุปกรณ์ใดๆ ให้เด็กได้เรียนรู้จากการลงมือทำเลย ทั้งๆที่เด็กวัยนี้ควรเรียนรู้จากสภาพจริงมากที่สุด ไม่ใช่รอจนถึงมัธยมหรืออุดมศึกษา จึงจะได้ส่องกล้องจุลทรรศน์กับเข้าบ้าง

ถึงเวลาแล้วครับ ที่สังคมจะต้องเข้าใจเสียใหม่ว่า ความสำเร็จของชีวิตนั้น ไม่ได้อยู่ที่สอบวิชาการได้ที่ 1 หรือเข้ามหาวิทยาลัยดังๆได้ แต่อยู่ที่ผู้นั้นมีศักยภาพเพียงพอที่จะปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขในปริบทที่หลากหลายได้หรือไม่มากกว่า..