คนทำงานด้าน ที่เป็นซับเจกส์ สร้างข้อสอบให้คนสอบ ตรวจและตรีตรา ก็ง่ายมาก ๆ
คนทำงานด้าน ที่เป็นซับเจกส์ ตรวจสอบการทำงาน หรือมาตรฐานของ ผู้อื่น ทำง่ายมาก ๆ
คนทำงานด้าน ที่เป็นซับเจกส์ สร้างวิชาการแบบวิจารณ์คนอื่น ก็ทำไ้ด้ง่ายมาก ๆ เช่นกัน
คนทำงานด้าน ที่เป็นซับเจกส์ สร้างนโยบาย กำหนดแนวให้คนอื่นทำ ก็ทำได้ง่ายมาก ๆ
แต่ คนทำงานกับพื้นที่เป็นออกเจกส์ ทำยาก เหตุปัจจัยเยอะ ล้มเหลวได้ง่าย
ส่วนใหญ่ เมื่อเกิดความล้มเหลวก็ทางเดินใหม่ ก็ขึ้นไป
ทำงานแบบซับเจกส์ อย่างข้างบนที่ทำง่ายกว่า
แกล้งวิจารณ์สักเรื่องสองเรื่อง แล้วเสนอโปรเจคส์ของบประมาณ
หากตำแหน่งซับเจค พร้อมเงินงบประมาณ ยิ่งออบเจ็คส์ ทำงานล้มเหลวเท่าไร
ตนเองยิ่งมีความสำคัญและรับงบประมาณ มากขึ้น ๆ ๆ ๆ เท่านั้น
การสอบนั้นแม้แต่นักเรียนที่เก่งที่สุดในการสอบระัดับประเทศ ก็ยังต้องติววิธีทำข้อสอบ
ทำให้เกิด ติวเตอร์ ที่รู้กลลวงการออกข้อสอบ และทำให้ธุรกิจติวเตอร์ขยายตัว
ผลที่ได้ไม่ต้องเรียนในห้องก็ได้ เพียงแต่ไปติวกับติวเตอร์ก็สามารถสอบผ่านได้
นั้นแสดงว่าความรู้ที่มีอยู่ในหลักสูตรนั้น ไม่ทันต่อ
กลลวง ของนักเทคนิคการศึกษา
ซึ่งนับวันก็พัฒนาความเชี่ยวชาญในการสร้างกลลวง
ดูข้อสอบแบบ ผกผัน ที่ใช้สอบในปัจจุบันก็แล้วกัน
กลัวว่า นักเรียนจะทำได้
ผลก็ืคือทำให้ธุรกิจติวเตอร์เฟื่องฟู ชนชั้นกลางและคนรวย
เท่านั้นที่จะเข้าถึงบริการเช่นนี้ได้
...