สวัสดีค่ะ อาจารย์จันทรรัตน์
ดิฉันไปประชุมสองวันเข้ามาตอบช้าขออภัยค่ะ ตอนนั่งประชุมใจยังแว่บนึกถึงคำถามของอาจารย์......
ครั้งนี้เขาพาไปประชุมไกลถึงริมทะเลค่ะ คือคงอยากให้ทุกคนผ่อนคลาย (และจะได้ไม่แว่บกลับบ้านก่อน) ตอนกลางคืนดิฉันนอนดูทะเล ใจก็คิดถึงคำถามของอาจารย์อีก.....
ดิฉันว่าคนที่เราเรียกว่า กวี ได้ คงต้องมีวิธีคิด หรือประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อนมาก คือเห็นละเอียด เห็นต่าง หรือเห็นลึกกว่าปกติ
และแปลสิ่งที่เห็น (หรือสัมผัส)ออกมาเป็นความหมาย......
แล้วก็ถ่ายทอดความหมายนั้นด้วยความสามารถ บวกศิลปะเฉพาะตัวทางภาษา ออกมาเป็นภาษาที่ละเอียดอ่อน (จับใจคน)
เพราะความรู้สึกละเอียดอ่อน และอารมณ์อ่อนไหวมากเป็นพิเศษ (มีศัพท์ใช้ว่า อารมณ์สะเทือนใจ)เช่นนี้ กวี จึงมักถ่ายทอดมุมมองที่มีต่อธรรมชาติได้สวยงามนัก........(ทั้งมุมมองด้านบวก และด้านลบของธรรมชาติ)
เพราะเขามีวิธีให้ความหมาย และมีวิธีใช้ภาษาในการให้ความหมายอย่างพิเศษ ต่างจากเราๆ (ไม่มากก็น้อย)
เช่น บทกวีที่สื่อให้เห็นภาพทะเลสงบ ทะเลยามคลื่นลมแรง เปรียบเหมือนอารมณ์มนุษย์ ที่แปรผันไปตามกาล เป็นต้น
สมัยสาวๆ ดิฉันมีอารมณ์กวีอ่อนๆ นั่งแต่งกลอนเปล่าได้เรื่อยๆ แล้วส่งให้เพื่อนอ่านตอนอาจารย์สอนแก้ง่วงเป็นประจำ วันหนึ่งอาจารย์ดุว่าพวกเธอนี่แปลกจริง ฉันสอนออกซีเรียส แต่พวกเธอนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันอยู่ได้ โชคดีเพื่อนร่วมหอเดียวกันนั่งยิ้มเฉยๆ เลยรอดตัวไป ......ท่ามกลางความใจหายวาบๆของดิฉัน เพราะในกลอนเปล่านั้นเขียนว่า
Queue
ขี้เกียจซักผ้า
ตั้งสองตะกร้าใหญ่
เอางี้ดีกว่า....ตัวไหนใช้ก่อน
ซักก่อนตามคิว
....สบายใจ....
แล้ววาดรูปสุภาพสตรีท้วมผมทรงเดียวกับอาจารย์ ยืนเท้าสะเอวข้างหนึ่ง กระเดียดตะกร้าผ้าข้างหนึ่งด้วยสีหน้ามีความสุข
ถ้าอาจารย์เห็น.....วันนั้นดิฉันทุกข์หนักแน่อะค่ะ... :-)