ความเห็น


มองไม่เหมือน แต่ไม่ขอแย้งในเป้าหมาย
ผมไม่มั่นใจในปริมาณ ดร.ว่าจะมีคุณภาพที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศมากนัก เพราะเท่าที่เคยทราบว่ามีระดับ ดร.ที่ได้สร้างผลงานสาธารณะประโยชน์จริงๆนั้นมีเพียงไม่กี่ท่าน ส่วนมากเมื่อเป็น ดร.แล้วก็เลิกทำวิจัย และหยุดพัฒนาตนเอง รวมทั้งความรู้ที่ถ่ายทอดในหน้าที่การสอน ประเภทเรียนมาแค่ไหน ก็สอนแค่นั้น หรือไม่ก็ไม่ได้ทำงานในสายที่เรียนมา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนเดิมๆของการศึกษาไทยในระดับปริญญาที่สูญเปล่ามานานเพราะไม่สามารถตอบสนองงานที่ทำด้วยความรู้ในสาขาวิชาที่เรียนมา งานแทบทุกสาขาอาชีพต้องมาเรียนรู้กับงานจริงกันใหม่เสมอ
ส่วนโครงการ ป.โท ในขณะนี้ส่วนมากไร้คุณภาพมากๆ มันเป็นค่านิยมแบบผิดๆที่ใครๆมีเงินก็จบได้ ถ้าจ่ายค่าเทอมครบ ลอกงานส่งครบ โผล่ให้ อจ.เห็นหน้าบ้างก็พอ อีกทั้งไม่สนับสนุนให้ทำวิทยานิพนธ์และงานวิจัย เพราะโครงการหลายแห่งไม่มี อจ.ที่ปรึกษาที่มีคุณสมบัติครบเพียงพอ อีกทั้งยังรับเด็กด้อยคุณภาพมาเรียน จะเข้มปกติก็อาจจะมีคนจบเพียงไม่กี่คนและทำให้หลักสูตรขายยากขึ้นไปอีก และในบางแห่งก็ทำเพื่อจะได้ค่าหน่วยกิตเพิ่มอีก ถ้าไปเรียนใน ป.เอกต่อ๖ ( ตามระเบียบของ สกอ.ถ้าจบ ป.โทแบบไม่ทำวิทยานิพนธ์ ก็จะต้องลงทะเบียนเพิ่ม 20-30 หน่วยกิต ค่าเรียนพอๆกับลงเรียน ป.โทอีกครั้ง ) โครงการส่วนมากพยายามให้ นศ.จบทั้งหมดโดยเร็วเพื่อลดต้นทุนและให้เหลือกำไรเยอะๆมากกว่าจะคำนึกถึงคุณภาพ มีการทำตลาดแบบตีหัวเข้าบ้าน ด้วยการไปเปิดวิทยาเขตไปทั่วทุกแห่ง พอแนวโน้มไม่มีคนเรียนก็ปิดโครงการ บางวิทยาเขตมีจบได้รุ่นเดียวก็ปิดแล้ว ส่วนเรื่องการสอนของ อจ.ก็จะมีการใช้ระดับที่มีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ช่วยขาย และเมื่อเข้ามาเรียน ท่าน อจ.เหล่านี้ก็จะแปลงร่างเป็นนินจา โผล่มาสอนไม่กี่ครั้ง ทุกวันนี้เป็นสงครามแย่งชิงตลาดกันแบบสุดๆ ค่าเรียนทั้งหลักสูตรมีตั้งแต่สองหมื่นกว่าจนถึงห้าหกแสนบาท มหาลัยในกรุงเทพหลายแห่งก็จะเดินสายไปเปิดวิทยาเขตใหม่ในต่างจังหวัดทุกเดือน และมหาลัยจากต่างจังหวัดก็แห่มาเปิดวิทยาเขตในกรุงเทพเกือบทุกมหาลัย  ส่วนการเรียนการสอนนั้นไม่ต่างกับระดับ ป.ตรี และในบางวิชาแย่กว่าเสียอีก  ส่วนตัวมหาบัณฑิตที่จบหลายคนนำวุฒิ ป.โท ของมหาลัยที่เรียนไปสมัครงาน ส่วนมากจะไม่มีใครกล้ารับเพราะกลัวจะต้องจ้างแพงไม่คุ้มกับคุณภาพที่ได้รับ จึงทำพวกเขาต้องนำวุฒิ ป.ตรีไปสมัครแทน ไม่งั้นพวกเขาก็จะต้องตกงานไปอีกนาน
ส่วนโครงการ ป.เอกนั้นมีหลายมหาลัยที่เปิดสอน มีคนไปสมัครเรียนมากมาย แต่เท่าที่รู้มีโอกาสจบกันน้อยมาก เพราะ หลายมหาลัยขาดความพร้อมและไม่มีการสอบคัดเลือกอย่างจริงจัง มีแต่คนเรียนที่ขาดคุณภาพเสียส่วนมาก บางมหาลัยก็มุ่งแต่เปิดเพื่อเป็นหน้าเป็นตาและสร้างรายได้เท่านั้น บางแห่งคนที่จบได้นั้นอาจจะต้องมีอิทธิพลมาสนับสนุน ถึงจะจบได้ ดังนั้นคุณภาพไม่ต้องไปพูดถึงหรือคาดหวังมากนัก ดูจากหัวข้อและเนื้อหาที่ทำวิจัยกัน ส่วนมากก็แทบจะลอกมาจากวิทยานิพนธ์ของ ป.โท แตกต่างเพียงยัดและขยายวรรณกรรมซ้ำซากให้ดูใหญ่โตกว่าเท่านั้น และมักจะเป็นเรื่องของการทบทวนวรรณกรรมมากกว่าที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นมา ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาทั้งขั้นของเมืองไทยที่ไม่ได้สร้างระบบความคิดสร้างสรรค์ให้เลย แถมยังเข้าใจผิดๆเสียอีกว่า ความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็นเรื่องของงานทางด้านศิลปะเท่านั้น จึงไม่แปลกที่ประเทศของเรายังเป็นได้เพียงผู้บริโภคสินค้าลิขสิทธ์ของต่างชาติมาแต่โบราณและอาจจะตลอดไป ซึ่งตรงนี้ผมจึงเห็นแย้งกับท่านว่า ปริมาณของ ดร.ไทยที่มากขึ้นนั้นไม่สามารถชี้วัดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของประเทศได้มากเท่าใดนัก ตราบใดที่พวกเขาเหล่านั้นมีทั้งความรู้และความเชี่ยวชาญแต่ไม่สามารถนำไปสร้างสรรค์และพัฒนาใช้ได้มากกว่าเดิม

 

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี