หัวหน้าทั้งสองท่าน คงยินดีกับคุณ kapook เป็นที่สุดครับ เพราะว่าสำหรับคนเป็นนาย ลูกน้องที่เก่งขึ้น มีความสามารถมากขึ้น ก็จะเป็นกำลังสำคัญที่จะผลักดันองค์กรไปสู่ความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไป

แต่นั่นเป็นเรื่องในอุดมคติ ;-) ... ไม่เชิงหรอกครับ-ดูลายมือแล้ว ผมน่าจะรู้จักหัวหน้าของคุณ kapook ทั้งสองท่านและคิดว่าอ่านไม่ผิด

ในสถานการณ์จริง มีอีกสามสถานการณ์ที่พบเห็นกันบ่อยครับ

  1. นายหัวกลวง เจอลูกน้องของจริง เลยกดหัวไว้; สถานการณ์นี้ นายจะรู้สึกไม่มั่นคงว่าถ้ามีลูกน้องที่เก่งกว่า ตัวเองอาจจะทำงานสู้ลูกน้องไม่ได้

    ผมคิดว่านายคนนี้คิดผิดมาตั้งแต่ต้น ถ้านายทำงานเหมือนกับลูกน้องแล้ว จะจ้างนายไปทำมัมมี่อะไร เพราะให้ลูกน้องทำงานไปได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า

  2. นายเห็นข้อบกพร่อง ลูกน้องมั่นใจว่ามีดี แต่พูดภาษาไทยกันไม่รู้เรื่องทั้งคู่: ฝ่ายหนึ่งมีดี อีกฝ่ายหนึ่งก็อยากให้ดีขึ้นอีก แต่กลับไม่สามารถสื่อสารกันจนเข้าใจได้

    ไม่มีความจริงใจมากไปกว่าการบอกความจริงครับ เพียงแต่ต้องหาวิธีบอกไม่ให้หักหาญน้ำใจกัน-ไม่ให้เสียหน้า แนะนำ ส่งเสริม ให้โอกาส

    ลักษณะนี้เห็นได้มากในการเสนอสิ่งใหม่ๆ ผู้เสนอได้ค้นคิดมาแล้วว่าดีจริง มั่นใจว่าจะสำเร็จ และติดอยู่ในความคิดนั้น แต่ภารกิจขององค์กรเป็นเรื่องซับซ้อน การที่ได้ผลดีในเรื่องหนึ่ง อาจเกิดผลเสียหายได้ในอีกด้านหนึ่งซึ่ง ผู้เสนอมองไม่เห็น เช่นไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดีพอ ไม่ได้คำนึงถึงต้นทุนแอบแฝงเช่นต้นทุนทางด้านทรัพยากรทางอ้อม ไม่ได้คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงที่ควบคุมไม่ได้ (กติกา ต้นทุนทางการเงิน คนลาออก ฯลฯ)

    การที่ต่างฝ่ายต่างยึดในความคิดของตน แทนที่จะยึดประโยชน์ขององค์กร และไม่สามารถจะใช้ประโยชน์จากความแตกต่างทางความคิดได้ เป็นโศกนาฏกรรมของผู้ที่ต่างกระทำเพื่อองค์กร

  3. ห่วยทั้งคู่ แต่อยู่กันได้ (ด้วยการป้อยอ หลอกกันเองไปวันๆ): ไม่ต้องอธิบายแล้วครับ