บทบาทพระสงฆ์กับการเผยแผ่ในอดีต: การบันทึกและสร้างการเรียนรู้สังคมจากการลงมือทำอย่างบูรณาการเพื่อพัฒนาเครือข่ายพระสงฆ์ เพื่อเรียนรู้และพัฒนาบทบาทการอบรมเผยแพร่และทำงานชุมชนกับชาวบ้านในมิติใหม่ๆ
โดย : พระอธิการโชคชัย ชยวุฑโฒ (เอี่ยมยัง)
การเผยแผ่ศีลธรรมของพระสงฆ์ในอดีต คำว่า “อดีต” หมายเอา ระยะเวลาในช่วงก่อนยุคโลกาภิวัตน์ (Globalization) ซึ่งสภาพสังคม กล่าวคือวิถีชีวิตของสมาชิกในชุมชมแต่ละสังคมจะไม่มีอิทธิพลที่ส่งผลกระทบต่อกันและกัน วิถีชีวิตของคนยังแยกชัดเจนว่า เป็นวิถีชีวิตของคนสังคมเมือง และวิถีชีวิตสังคมชนบท นั่นหมายความว่า อิทธิพลของสังคมเมืองอย่างในปัจจุบันยังไม่แผ่ครอบคลุมไปถึงวิถีชีวิตของคนสังคมชนบท วิถีชีวิตของคนชนบทจึงยังคงตกในอิทธิพลของศาสนาอยู่มาก กล่าวคือความเป็นพุทธศาสนิกชนยังมีอยู่อย่างเข้มแข็ง
วิถีชีวิตของคนชนบทเป็นวิถีชีวิตของชาวพุทธนั้น หมายความว่า สังคมยังยึดอยู่ในกรอบของศีลธรรม มีความประพฤติอยู่ในกรอบของศีลธรรม จารีตประเพณี สังคมมีความเอื้ออาทร มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีวิถีชีวิตที่งดงาม สงบเย็นและเป็นสุข
ปัจจุบันวิถีชีวิตของคนเมืองและชนบท ให้ความสำคัญต่อระบบของศีลธรรมน้อยกว่าในอดีต ในขณะเดียวกันสมาชิกของสังคมทุกระดับล้วนแต่ดิ้นรนขวานขวยหาเลี้ยงชีพต่อสู้กับระบบสังคม เศรษฐกิจ สังคมฯ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่า
สาเหตุสำคัญทีทำให้วิถีชีวิตของสังคมชนบทไม่แตกต่างกับวิถีชีวิตของสังคมเมือง เพราะอิทธิพลของสื่อไม่ว่าจะอยู่ในเมือง ชนบท ในป่าหรือบนดอย แล้วแต่มีการบริโภคสื่อที่เป็นเครือข่าย (Network) อย่างเดียวกัน กล่าวคือสื่อแต่ละอย่างไม่ว่าจะเป็นทีวี วิทยุ เป็นต้น ล้วนแต่ถ่ายทอดเป็นระบบเครือข่าย (Network) โลกทั้งโลกจึงเป็นเหมือนกับอยู่ในชุมชนเดียวกัน (Globalization)
ปัญหาตามมาคือ เมื่อสังคมโลกเป็นชุมชนเดียวกัน สิ่งหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชนหนึ่งทั้งในแง่บวกและแง่ลบ (โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เป็นแง่ลบ) ชุมชนหรือสังคมอื่นๆ ก็จะได้รับผลกระทบด้วย บางอย่างก็ถือเอาเป็นแบบอย่าง ชุมชนโลกจึงมีอิทธิพลต่อกันและกัน กล่าวคือสมาชิกของอีกชุมชนหนึ่งมีการเลียนแบบ (ลัทธิเอาอย่าง) จากสมาชิกอีกชุมชนหนึ่ง
การเผยแผ่ศีลธรรมของศาสนาจารย์ จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะพูดให้เข้าใจได้ง่ายๆ โดยอาศัยเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นและเป็นที่รู้จักทั่วไปอยู่แล้ว มาเป็นตัวอย่างผู้ฟังจึงเข้าใจได้ง่ายๆ เช่น เรื่องนายบิลลาดินสั่งการพลีชีพตึกเวิร์ลเทรดโดยเครื่องบินโดยสารสหรัฐ เป็นต้น เป็นตัวอย่างการสอนเรื่องกฎแห่งกรรมของพระพุทธศาสนาอย่างดีมาก กล่าวคือ ผลของการกระทำสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนโลกทุกชุมชน นั่นแสดงว่า การกระทำของคนๆ หนึ่งหรือหลายๆ คน ย่อมมีผลต่อผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ตลอดจนชุมชนของผู้ถูกกระทำด้วย นั่นหมายความว่า ชาวโลกกลัวตายเพราะบิลลาดินไปหมด หรือนักการเมืองคอรัปชั่นในรัฐสภา (คอรัปชั่นทางนโยบาย) มีผลทำให้ประชาชนผู้ลงเสียงเสียผลประโยชน์ เป็นต้น นี้เป็นหลักของกรรมตามคำสอนของพุทธศาสนา
การที่จะเผยแผ่ศีลธรรมอย่างได้ผลนั้น ผู้ฟังจะต้องมีศรัทธาคือมีความเชื่อถือผู้เผยแผ่เสียก่อน กล่าวคือ ถึงแม้ว่าหลักศีลธรรมจะดีอย่างไร ถ้าผู้ฟังไม่มีความเชื่อแล้วก็จะไม่เป็นเหตุให้นำไปปฏิบัติ (ปัจจัยที่ทำให้ไม่เชื่ออาจเกิดสาเหตุที่ผู้ฟังไม่สามารถไตร่ตรองตามคำอธิบายจนเข้าใจแจ่มแจ้งก็ได้ กล่าวคือผู้ฟังไม่เข้าใจ หรือไม่เข้าใจเพราะไม่ฟัง ที่ไม่ฟังเพราะผู้ฟังประเมินผู้พูดว่าไม่น่าเชื่อถือ เป็นต้น) เมื่อไม่ปฏิบัติก็จะไม่เกิดผลใดๆ โอกาสที่ผู้ฟังจะเชื่อก็ยิ่งไม่เกิดขึ้นได้ เพราะจะใช้เหตุผลว่า ฟังแล้ว รู้แล้วก็ไม่เห็นเกิดผลอะไร
บทบาทที่พระสงฆ์ควรทำในการเผยแผ่ศีลธรรมแก่เยาวชนปัจจุบัน
พระสงฆ์ยุคปัจจุบัน เป็นตัวแทนของความเชื่อด้านศาสนศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความเชื่อแบบเบ็ดเสร็จตายตัว ไม่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทั้งหมดแต่เต็มไปด้วยเหตุผลและไม่ต้องการ “การพิสูจน์” แต่ในปัจจุบันความเชื่อที่เป็นข้อเท็จจริงอาจจะอธิบายด้วยเหตุผลได้ไม่ตลอดแต่สามารถพิสูจน์ได้ นั่นคือความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ เป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับจากเยาวชนมากกว่าด้านศาสนศาสตร์ที่มองชีวิตเป็นแค่สสาร ไม่ให้ความสำคัญแก่จิตใจเหมือนด้านศาสนศาสตร์
ปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เกิดกับเยาวชนหรือวัยผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่ต้องลดความเชื่อด้านวิทยาศาสตร์ลงแล้วสร้างเสริมความเชื่อด้านศาสนศาสตร์ให้มากขึ้นทั้งสิ้น เยาวชนที่ขาดความเชื่อด้านศาสนศาสตร์ดังกล่าวจึงมีวิถีชีวิตที่ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น แต่กลับมีวิถีชีวิตที่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น (สร้างความเดือดร้อนให้กับตนเองและสังคม)
การที่จะทำให้เยาวชนเข้าใจด้านศาสนศาสตร์ โดยเฉพาะเข้าใจพุทธศาสตร์ กล่าวคือมีความเห็นถูกต้อง ความคิดถูกต้อง การพูดถูกต้อง การประกอบการงานถูกต้อง เลี้ยงชีพถูกต้อง มีความเพียรถูกต้อง มีสติถูกต้อง และมีสมาธิถูกต้องได้นั้น ต้องอาศัยระยะเวลาเรียนรู้ชีวิตและสังคม กล่าวคือเรียนรู้โทษ ภัย ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ด้วยตนเองให้มากเสียก่อน แล้วประสบการณ์จะสอนให้เขาเข้าใจชีวิตจนแยกแยะออกได้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรอย่างไร การได้รับคำบอกหรือการรับการเผยแผ่ด้านศีลธรรมจากผู้สอน ก็เป็นแต่เพียงสร้างโอกาสให้เขาได้เรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ เพื่อย่นระยะเวลาการเรียนรู้ของเขาเท่านั้น
ฉะนั้น การตอบปัญหาว่า ควรเผยแผ่ศีลธรรมอย่างไรกับเยาวชน ก็น่าจะมีข้อสรุปว่า ควรทำให้เยาวชนได้เกิดประสบการณ์เพื่อเรียนรู้ปริบทชีวิตและสิ่งรอบตัว สภาพปัญหาต่างๆ เช่น
๑. ชีวิตคืออะไร
๒. ชีวิตเป็นอย่างไร
๓. ชีวิตเป็นไปอย่างไร
๔. ชีวิตควรเป็นอย่างไร
๕. ชีวิตควรเป็นอยู่อย่างไร ? เป็นต้น
เป็นการแนะแนวชีวิตให้กับผู้ฟังเพื่อให้เขาได้ข้อมูลมากกว่าที่เป็นอยู่เพื่อประกอบการตัดสินใจเลือกวิถีชีวิตของเขามากกว่าการที่จะไปบังคับให้เขาเห็นด้วย หรือเชื่ออย่างที่เราเชื่อ มีวิถีชีวิตอย่างที่เราเป็นอยู่
จำเป็นหรือไม่ที่พระวิทยากรต้องสร้างเครือข่ายในการอบรม
การแนะแนวชีวิตให้กับผู้สมควรได้รับการแนะแนว แนะนำ มีความจำเป็นเสมอ แต่เมื่อผู้แนะแนวได้ทำหน้าที่ และผู้รับการแนะแนวได้รับการแนะแนวแล้วเขาจะปฏิบัติต่อชีวิตของเขาอย่างไรนั้นก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง
การแนะแนว สำคัญอยู่ที่ผู้แนะแนวว่า มีความเข้าใจสิ่งที่จะแนะแนวคนอื่นมากน้อยอย่างไร และนอกจากนั้น บุคคลที่สมควรแนะแนวย่อมมีอยู่มากโดยเฉพาะเยาวชนที่ไม่พึงประสงค์ของบิดามารดา กล่าวคือผู้ที่อยู่ในเครือข่ายในการเสริมสร้างความเชื่อด้านศาสนศาสตร์นั้นมีอยู่มาก ฉะนั้นการสร้างเครือข่ายของผู้แนะแนวไม่ว่าจะด้วยการจัดตั้งหรือด้วยวิธีใดก็ตามที่จะให้มีผู้แนะแนวที่มีความรู้ ความสามารถ มีจำนวนปริมาณที่ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายที่บุคคลผู้สมควรรับการแนะแนวอยู่อาศัย จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง
จำเป็นหรือไม่ที่พระวิทยากรต้องใช้สื่อ/เทคโนโลยีในการอบรม
การอธิบายหรือการแนะแนววิถีชีวิต หรือการพูดเรื่องเหตุเรื่องผล เป็นเรื่องหนีไม่พ้นที่กล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องของนามธรรม โดยเฉพาะความเชื่อด้านศาสนศาสตร์เป็นเรื่องเหตุเรื่องผลส่วนใหญ่เป็นเรื่องนามธรรมทั้งสิ้น
การพูดถึงเรื่องนามธรรม ถ้าหากเราสามารถยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมขึ้นมาให้ผู้ฟังตรองตามเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ เป็นเรื่องสมควรทำอย่างยิ่ง สื่ออุปกรณ์ในยุคสมัยที่เข้ากับสถานการณ์ จึงมีความจำเป็นต้องนำมาเป็นตัวอย่างของการอธิบายเพื่อผู้ฟังจะได้เข้าใจชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้พูดได้อย่างสะดวก เพราะการอธิบายด้วยภาพประกอบทำให้ผู้ฟังได้เข้าใจชัดเจน แจ่มแจ้งมากกว่าการฟังตัวอย่างผ่านประโยคคำพูด เท่านั้น
พระพุทธองค์ยังทรงใช้สื่ออธิบายทุกเรื่อง เพื่อให้สื่อที่เป็นตัวอย่างนั้นเป็นสะพานเชื่อมไปสู่ธรรมะของพระพุทธองค์
ความแตกต่างระหว่างค่ายพุทธธรรมแต่ละหลักสูตร
๑. หลักสูตร ๑ ค่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือค่ายยาเสพติด เป็นหลักสูตรที่บังคับให้ทุกคนต้องเข้ารับการอบรมตามกระบวนการของหลักสูตร ๑ นี้ มีข้อจำกัดครั้งและเวลา คือทุกคนจะเข้าซ้ำหลักสูตรนี้ไม่ได้ เพราะถ้าเคยผ่านหลักสูตร ๑ มาแล้ว เมื่อเข้าซ้ำอีกทีหนึ่งจะทำให้เบื่อต่อกระบวนการของการอบรม
รูปแบบเป็นค่ายคัดกรองสภาพของผู้เข้ารับการอบรม ว่าเมื่อถูกประเมินโดยกระบวนการของค่ายแล้ว สภาพของผู้เข้ารับการอบรมแต่ละคนเป็นอย่างไร หรือโดยสถานะ ความประพฤติ จิตใจ นิสัย รสนิยม คุณธรรม คุณภาพชีวิต ฯลฯ ของเขาอยู่ในสภาพใด ระดับใด เป็นเรื่องของสังคมเท่านั้น
กิจกรรมจะเน้นเรื่องศีล เช่น เรื่องความสามัคคี ความมีวินัย ใฝ่กตัญญู รู้คุณธรรม นำพัฒนาและกล้าแสดงออก หรือเรื่องศีลบุคคล และศีลของสังคม ทุกคนมีส่วนรับผิด รับชอบในความเป็นไปของสังคมหรือชุมชนนั้นๆ ร่วมรับผิดชอบด้วยกัน
๒. หลักสูตร ๒ ค่ายพัฒนาผู้นำเยาวชนในสถานศึกษา หรือค่ายแกนนำนักเรียนฯ ซึ่งเฉพาะบุคคลที่มีบุคลิกภาพผู้นำและเคยผ่านหลักสูตร ๑ มาแล้วเท่านั้นที่สมควรได้รับโอกาสในการมาพัฒนาศักยภาพเพิ่มเติม มีข้อจำกัดครั้งและเวลา คือหากยังไม่ถึง ๑ ปี ก็ยังไม่สมควรเข้าซ้ำเป็นครั้งที่ ๒
รูปแบบเป็นค่ายคัดออก กรองบุคคลที่มีคุณธรรม ความซื่อสัตย์มากที่สุด มีสติปัญญา ไหวพริบปฏิภาณฯลฯ มากที่สุดเท่านั้นไว้ เป็นเรื่องบุคคลและสังคม โดยมีน้ำหนักความสำคัญเท่ากัน
กิจกรรมจะเน้นเรื่องธรรมะ ประเมินปรัชญาค่ายเรื่อง รู้คุณธรรม นำพัฒนา และกล้าแสดงออก โดยเป็นการฝึกให้เยาวชนมีความสามารถที่จะเป็นผู้นำจิตวิญญาณตนเองและสังคมไปสู่ความดีงามอันเป็นเป้าหมายของชีวิตและสังคมในที่สุด
๓. หลักสูตร ๓ ค่ายพัฒนาจิตใจ หรือค่ายปฏิบัติธรรม ทุกคนที่ผ่านหลักสูตร ๑ มาแล้วจำเป็นอย่างยิ่งต้องเข้ารับรับการพัฒนาจิตใจ ไม่จำกัดครั้งและระยะเวลา เข้าได้บ่อยเท่าไหร่ยิ่งดี เป็นเรื่องของเฉพาะบุคคลใครทำคนนั้นก็ได้
รูปแบบเป็นค่ายที่ทุกคนจะต้องสมาทานศีล ๘ (อาจจะสมาทานแค่ศีล ๕ ก็ได้) ทานน้อย นอนน้อย คุยน้อย จะใส่เนื้อหาวิชาการทางด้านธรรมะของพุทธศาสนา โดยเฉพาะแนวทางในการปฏิบัติและหลักของพระพุทธศาสนา โดยลงในรายละเอียดเท่าที่ผู้ปฏิบัติสามารถจะทำความเข้าใจได้
กิจกรรมจะเน้นเรื่องภาวนา และสอบทานอารมณ์ของการปฏิบัติ การกำหนดลมหายใจ การกำหนดระยะการเดินจงกรม เพื่อฝึกสติ
๔. หลักสูตร ๔ ค่ายบูรณาการ หรือค่ายประยุกต์ สภาพของผู้รับการอบรมมีทั้งประเภทที่ผ่านค่าย ๑ ค่าย ๒ ค่าย ๓ มาแล้วบ้าง คละเคล้ากัน จึงเหมือนเป็นการทบทวนตั้งแต่หลักสูตร ๑ เช่น เรื่องความสามัคคี มีวินัย หลักสูตร ๒ เช่น เรื่องคุณธรรม ความซื่อสัตย์ ความกล้านำพัฒนา และกล้าแสดงออก และหลักสูตร ๓ เช่น ความเป็นผู้สงบนิ่ง การยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น รู้จักสังเกต ใช้สติสัมปชัญญะเรียนรู้ประสบการณ์ของชีวิตในแต่ละวัน จะคิด พูด ทำ เห็น จำ คิด รู้แสดงออกอะไรเมื่อไหร่ เป็นเรื่องของเหตุผล ความเหมาะสมไม่เหมาะสม เป็นต้น