นักวิชาการไทยก็ไม่ต่างอะไรกับ "เสือกระดาษ" จะคิด จะพูด จะทำอะไรก็มีแต่ Positive Thinking
แต่เป็น Positive thinking แบบ Double Standard
นักการเมือง ทำเลว ทำชั่ว แทบจะหาดีไม่ได้ก็กลายเป็นบวกได้เพราะนักวิชาการ Positive thinking
พอเกษตรกรทำอะไรผิด หา Positive thinking ไม่เคยเจอ
เกษตรกรโง่ ความรู้น้อย ต้องหางบเข้าไปช่วย เข้าไปส่งเสริม
แต่ข้าราชการคอรัปชั่นไม่เป็นไร มี positive thinking ก็ช่วยให้เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ แล้วจะไปนาไปไร่กันทำไม ก็ไม่เคยมองว่าเกษตรกรไทยเป็นคนดี
คนไทยแท้ ๆ ทำอะไรตามใจก็เพราะคนไทยนั้น "ใจดี"
คนไทยใจดีเพราะมี "พุทธศาสนา"
แต่เดี๋ยวนี้หาคนไทยแท้ ๆ ยาก เพราะมีแต่คนถือสาก ปากถือศีล
บัตรประชาชนเขียนว่านับถือศาสนาพุทธ แต่ก็ไม่เคยปฏิบัติตามศีลตามธรรมของพุทธ ไม่มีศีล ไม่มีธรรม ไม่มีวินัย
อยู่ในเมืองหาคนไทยแท้ ๆ ยาก ต้องเข้าไปหาตามป่า ตามเขา ยิ่งแถวภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่คนทั่วประเทศมักมองว่าเป็นผู้ยากไร้ แต่คนภาคอีสานไม่เคยแล้งแค้นน้ำใจ เพราะยังเหลือความจริงแท้ของไทยคือเป็นคนที่ "ใจดี"
ถ้าหากเราเป็นคนไทยแท้ ๆ คงจะดีกันมิใช่น้อย
ปากก็ว่าตัวเองเป็นคนพุทธ แต่เอาเรื่องโชค เรื่องลาง เรื่องผี เรื่องสาง มาเหยียบย่ำพระพุทธศาสนา
คนไทยแท้เป็นคนมีศาสนา ทุกศาสนาสอนคนให้เป็นคนดี คนที่มีศาสนาจึงเป็นคนที่มี "ใจดี"
นักธุรกิจปัจจุบันหากินกับศาสนาเยอะ
นำเกร็ดความเชื่อของศาสนาเล็ก ๆ น้อย ๆ มาหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพก เข้าห่อกัน
ใจคนเราถึงบิดเบี้ยว
ถ้าใจเราตรง เราก็ไม่จำเป็นต้องมีกฏหมาย ไม่ต้องมีระเบียบอะไร ๆ ต่ออะไรมาบังคับ
คนที่บังคับใจของตนเองได้นั้นเป็นคนที่มีความสุข
ใครจะมีความสุขเล่าเราเขาคนนั้นต้องคอยอยู่แต่ในกฏ ในระเบียบ
กฏระเบียบ กฏหมาย กฏหมู่ อะไรต่ออะไร ออกมาจากคนที่เห็นประโยชน์ตนและประโยชน์พวกพ้องนั้นเยอะ และยิ่งเยอะขึ้น
พึงพัฒนาใจของตนเองให้ดี พึงพัฒนาใจของตนเองให้เข้มแข็ง แล้วจะเข้าใจธรรมชาติของหัวใจ ความสุขใจที่ไร้ "พันธนาการ..."