จากการประชุมที่ Hong Kong สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยจึงได้จัดทำโครงการการทบทวนความหมายของสังคมสงเคราะห์วิชาชีพในประเทศไทยซึ่งมีกระบวนการดำเนินงานหลายขั้นตอนโดยเริ่มจากการประชุม อภิปรายร่วมกับคณาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติรวมทั้งนักสังคมสงเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2553 โดยพิจารณาความเหมาะสมของนิยามความหมายสากลได้การรับรองในที่ประชุมนักสังคมสงเคราะห์ทั่วโลกซึ่งจัดการประชุมโดย IFSW และ IASSW เมื่อปี คศ 2000 ที่ประเทศแคนนาดา ที่ให้นิยามไว้ว่า “วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริม/สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การแก้ไขปัญหาในสัมพันธภาพของมนุษย์ และการเสริมพลังและส่งเสริมเสรีภาพของมนุษย์ เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยใช้ความรู้ในทฤษฎีพฤติกรรมมนุษย์และระบบของสังคม การสังคมสงเคราะห์ดำเนินการในจุดที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อม ทั้งนี้หลักสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมทางสังคม ถือเป็นหลักการพื้นฐานของงานสังคมสงเคราะห์”
ผลจากการประชุมครั้งแรกที่ประชุมได้เสนอนิยามของไทยว่า“วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริม/สนับสนุน การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การพัฒนาสังคม โดยบูรณาการศาสตร์ ศิลป์ และภูมิปัญญา อาศัยการประสานและจัดการทรัพยากร เพื่อแก้ไข ฟื้นฟู และดำเนินการในจุดที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อม ที่เกี่ยวข้องกับคน ครอบครัว กลุ่ม ชุมชน สังคม รวมทั้งการเสริมพลัง การพิทักษ์สิทธิ เพื่อความเป็นอิสระของมนุษย์ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งกาย จิต สังคม ปัญญา โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสังคม คุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภายใต้กรอบมาตรฐาน และจรรยาบรรณทางวิชาชีพ”
จากนั้นสมคมนักสังคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยได้ส่งร่างครั้งที่ 1ให้นักสังคมสงเคราะห์และเครือข่ายนักสังคมสงเคราะห์ต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศอภิปรายแสดงความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 21สิงหาคม 2553จนถึงวันที่ 21กันยายน รวมระยะเวลาหนึ่งเดือน ผลปรากฏว่ามีผู้ตอบกลับเป็นรายบุคคล 6 คน และมีการประชุมกลุ่มของเครือข่ายนักสังคมสงเคราะห์ 5 เครือข่าย รวม 331 คน ต่อจากนั้นสมาคมนักสังคมฯ ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายจัดประชุมพิจารณาข้อมูลที่ได้รับกลับมาใน วันที่ 22 กันยายน 2553 ซึ่งที่ประชุมได้อภิปรายเรียบเรียงเป็นร่างที่ 2 ดังนี้
“วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ส่งเสริมสนับสนุน การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การพัฒนาศักยภาพของบุคคล ครอบครัว กลุ่ม องค์กร ชุมชน สังคม ในสภาวะแวดล้อม โดยบูรณาการองค์ความรู้ทั้งศาสตร์ ศิลป์ ภูมิปัญญา การจัดการทรัพยากรทางสังคม การเสริมพลัง และการพิทักษ์สิทธิ เพื่อคุ้มครอง ป้องกัน บำบัด ฟื้นฟู ทั้งกาย จิต สังคม ปัญญา โดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสังคม คุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อให้ดำรงตนอย่างอิสระ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และร่วมเป็นหุ้นส่วนทางสังคม ภายใต้กรอบมาตรฐาน และจรรยาบรรณทางวิชาชีพ”
จากนี้จึงจะนำร่างที่ 2 นำเสนอในเวทีประชุมใหญ่ของนักสังคมสงเคราะห์ทั่วประเทศอีกครั้ง