หรือยกตัวอย่างเช่น คนที่มีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์ทางด้านงานก่อสร้าง หรือที่เรียกว่าช่างซึ่งสร้างบ้านมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ซึ่งในปัจจุบันด้วยระบบการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น อยู่ดี ๆ จะไปสร้างบ้านแบบเดิมก็ไม่ได้ ต้องไป "จ่ายเงิน (ใต้โต๊ะ)" เพื่อให้วิศวกรเซ็นต์รับรองแบบ เพื่อที่ยื่นขออนุญาตสร้าง
วิศวกรมีหน้าที่เซ็นต์แล้วก็รับเงิน คนเขียนแบบ คนคุมงาน ก็คือ "ช่าง" คนเดิม
เมื่อระบบสังคมเป็นแบบนี้ เด็กฉลาดที่เราหวังว่าจะพาชาติเจริญ ก็มุ่งหวังที่จะเข้าเรียนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อที่จะไปนั่งเซ็นต์แบบ
ใครเล่าจะไปขวนขวายหาความรู้จากกลางแดด สู้นั่งเซ็นต์แบบอยู่ในห้องแอร์ไม่ได้
เมื่อพูดเช่นนี้ ก็อาจจะคนแย้งว่า ช่างชาวบ้านทั้งหลายมีความรู้ไม่จริง
แต่ถ้าหากมองกันตามความเป็นจริงแล้ว ความคงทนถาวร ความเสียหายเมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างบ้านในอดีต กับบ้านในปัจจุบัน คงเห็นได้ชัดว่าใคร "เจ๋ง" กว่ากัน
เรื่องนี้มันอยู่ที่ประสบการณ์ แล้วยิ่งในปัจจุบันมารยาสาไถยของบริษัทขายวัสดุก่อสร้างมากกว่าห้าร้อยเล่มเกวียน เกมส์ธุรกิจในปัจจุบันหยาบคายและสกปรก เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก
วิศวกรมองในกระดาษ แต่ผู้มีประสบการณ์นั้นมองความเป็นจริง
แต่สุดท้ายคนที่มองความจริงก็ต้องมาจ่ายเงินให้กับคนที่มองแต่ในกระดาษ ก็เพราะกฏหมายเขาประกาศออกมาอย่างนั้น
เมื่อก่อนเคยมี อบต. มาหาเรื่องหาราวบ่อย ว่าที่สร้าง ๆ กันอยู่นี่ขออนุญาตหรือยัง ใครเซ็นต์แบบให้ เฮ้อ ช่วยก็ไม่ช่วย แล้วยังมีหน้าจะมาหาใต้โต๊ะอีก
เด็กในปัจจุบันเขามองช่องทางออก มาเดินทางไหนสะดวก อยู่ทางไหนสบาย
ทนลำบากเรียนกวดวิชาหน่อย อนาคตก็สบาย
จริง ๆ น่าจะมีการจัดแข่งความรู้กันระหว่างปราชญ์ชุมชนกับคนที่เรียนจบปริญญา เพื่อที่ให้รู้กันโต้ง ๆ ไปเลยว่าใคร "เจ๋ง" กว่ากัน...