ขอบพระคุณคุณธนากรณ์ ใจสมานมิตร เป็นอย่างสูงสำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ทรงคุณค่ายิ่ง


สำหรับข้าพเจ้านั้นมีความคิดเห็นส่วนตัว (ซึ่งอาจจะผิด) ว่า คนเราในสังคมทุกวันนี้อยู่ในสภาวะ "น้ำท่วมปาก" คือรู้แต่พูดอะไรไม่ได้ หรือพูดได้ก็ไมอยากจะพูด เพราะพูดไปสองไพรเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง

เมื่อก่อนส่วนใหญ่รู้แต่ไม่อยากพูด หรือเคยพูดแล้วก็เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง พูดแล้วมีกระแสทางลบตอบกลับมา สัญชาตญาณการเอาตัวเราของตนก็ตอบตนเองว่า "รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี"

เพราะแต่ละคนก็มีครอบครัว รักษาสถานะความมั่นทางการงานของตนไว้ดีกว่า ทำงานไปวัน ๆ ไปตามน้ำ ไม่ขัดใคร หลับตาข้างหนึ่ง ปิดหูสักข้างหนึ่ง มีอะไรกิน ก็กินกับเขาไป อย่าไปทำตัวเป็นไอ้เข้ขวางคลอง แล้วชีวิตการงานที่เป็นหลักประกันของครอบครัวก็จะอยู่รอด "ปลอดภัย"

เมื่อคนเรามีสมการชีวิตแบบนี้ สังคมก็เป็นแบบนี้ เป็นเหตุและเป็นผลกัน

แม้แต่ในวงการวิชาการ บางครั้งพูดเรื่องแบบนี้มาก ก็กลายเป็น Negative Thinking "ไม่สร้างสรรค์..."

ปัจจุบันอุปาทานมันซ้อมอุปาทาน นำความรู้มาปิดปากกันไว้ นำวิชาการจากเมืองนอกมาปิดบังหัวใจคนไทย แล้วไหนฤาจะสร้างคนไทยให้มี "จิตสำนึก"

ผมว่าวงการวิชาการในปัจจุบันก็ตลกดี เมื่อมีการนำทฤษฎีของอีกฝั่งยกขึ้นมาวิพากษ์กับอีกฝั่ง

เรื่องพูดบวก พูดลบ ห้ามพูดลบ แต่ทำลบได้ พูดดีแต่ทำลบได้ ไม่เป็นไรเพราะ "พูดดี..."

นักวิชาการปัจจุบันพูดเยอะ พูดดี แต่บางครั้งไม่ทำดี หรือแย่กว่านั้นคือ "ทำลบ"

คือพูดได้ แต่ทำไม่ได้ หรือพูดได้ แต่ก็ไม่ได้ทำ

ดังนั้น วงการวิชาการจึงกลายเป็นวงการของนักพูด ซึ่งพูดมาก ๆ พูดดี ๆ ก็มีงาน มีเงิน มียศ มีลาภ มีตำแหน่ง มีหน้า มีตา มีอะไรต่ออะไร แต่ "มีการกระทำดี" บ้างหรือไม่? ขอฝากไว้ให้คิด...