เหตุที่ต้องบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่า “พระพุทธศาสนา เป็น ศาสนาประจำชาติ” 14 เมษายน 2550 “ตั้งใจจะอุปถัมภก จะยอยกพระพุทธศาสนา จะป้องกันขอบขัณฑสีมา จะรักษาประชาชนและมนตรี” องค์ปฐมบรมกษัตริย์ ราชวงศ์จักรี พระองค์ทรงสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นแก่ราชอาณาจักรไทย ประเทศไทยเป็นประเทศเอกราช ชาวไทยมิใช่ทาส ด้วยทรงห่วงใยประชาชนและพระพุทธศาสนาที่คู่บ้านคู่เมืองไทยมาแต่โบราณ ข้อความข้างต้น เป็นการแสดงพระราชปณิธานที่จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและพสกนิกรชาวไทยและแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ พระมหากษัตริย์ พระพุทธศาสนาและประชาชน ที่ประกอบกันเป็นประเทศไทย จะแบ่งแยกจากกันมิได้ ธงไตรรงค์มีสามสีฉันใด ประชาชน(แดง),พระพุทธศาสนา(ขาว)และพระมหากษัตริย์(น้ำเงิน)จะแบ่งแยกจากกันมิได้ฉันนั้น การมีพระราชโองการจะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จึงเป็นเสมือน การออกกฎหมายรับรองให้พระพุทธศาสนามีความมั่นคง เพราะพระราชโองการคือกฎหมาย ในสมัยนั้นองค์พระมหากษัตริย์ คือรัฐธรรมนูญ การที่ทรงเป็นผู้เคารพ ปฏิบัติตามคำสอนในพระพุทธศาสนาจึงเป็นการบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไทย เป็นการสร้างความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาประการหนึ่ง การที่ทรงโปรดเกล้าฯให้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกที่สูญหายไปในระหว่างบ้านเมืองเป็นกลียุค ให้รวบรวมทบทวนตรวจสอบเนื้อหาของพระไตรปิฎกให้ถูกต้อง จึงเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยิ่งขึ้น แต่ยังมีประชาชนบางส่วนนับถือศาสนาอื่น ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ อิสลาม แม้แต่ประเพณีทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาวจีนที่แตกต่างกับชาวไทยก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยสันติสุข ตลอดมา แสดงให้เห็นว่าแต่เดิมก็มิได้เป็นการกีดกันศาสนาใดและมิได้เป็นการคับแคบแก่ศาสนาอื่นๆแต่ประการใด เมื่อสมัยนั้นการออกกฎหมายรัฐธรรมนูญไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษร การรักษาความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนาจึงอยู่ในพระราชอำนาจ พระราชวินิจฉัย แต่เมื่อปัจจุบันเป็นการใช้พระราชอำนาจผ่านรัฐสภาเพื่อตรากฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเรื่องพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจึงจำเป็นยิ่ง ด้วยเหตุผล ความมั่นคงอย่างเป็นทางการแห่งพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นอันหนึ่งเดียวกับพระมหากษัตริย์และประชาชนในความเป็นประเทศไทย ในการโปรคเกล้าโปรดกระหม่อมให้ธงชาติไทยเป็นธงไตรรงค์ในรัชสมัยในหลวงรัชกาลที่๖ ก็เช่นเดียวกัน ธงไตรรงค์ นั้นคือ ประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย สีแดงคือชาติ(ประชาชน) สีขาวคือพระพุทธศาสนา สีน้ำเงินคือพระมหากษัตริย์ จะแบ่งแยกจากกันมิได้ดังนั้นการที่มีข้อคิดเห็นว่าเกรงความไม่สมานฉันท์ ศาสนาอื่นจะขัดเคือง นั้นฟังไม่ขึ้น เพราะอดีตจนปัจจุบันไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาใดก็ทราบอยู่แล้วว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย การบัญญัติในรัฐธรรมนูญจึงมิใช่สิ่งแปลกสำหรับศาสนิกชนต่างๆ จึงไม่เป็นเหตุผลว่าจะทำให้เกิดความไม่สมานฉันท์ แต่หากการไม่บัญญัติในรัฐธรรมนูญแล้วก็ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะมีความสมานฉันท์เกิดขึ้น โดยเฉพาะใน๓จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อให้ระบุว่าศาสนาของผู้ที่วางระเบิดหรือฆ่าผู้บริสุทธิ์นั้นเป็นศาสนาประจำชาติก็ไม่ทำให้คนเหล่านั้นเลิกกระทำการดังกล่าวได้ เพราะเหตุแห่งความไม่สมานฉันท์นั้นมาจากเหตุอื่น อีกทั้งการกล่าวว่าเกรงความไม่สมานฉันท์นั้น เสมือนกล่าวหาว่าศาสนิกชนอื่นๆนับถือศาสนาหาเรื่อง ทั้งที่ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดีรักสงบ เพราะหากบัญญัติไปจะมีความไม่สมานฉันท์(แปลว่าเกรงศาสนิกชนในศาสนาอื่นๆจะหาเรื่อง)จึงไม่บัญญัติ การเปิดประตูบ้านตนเองทิ้งไว้ในยามค่ำคืนก็ไม่เป็นการแสดงความสมานฉันท์กับเพื่อนบ้านเช่นกันการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ทำให้ชาวไทยนับถือพุทธเพิ่มขึ้นหรือเป็นคนดีขึ้น คำพูดนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะไม่เป็นเหตุเป็นผลกันการระบุในกฎหมายว่า “นาย”เป็นคำนำหน้าเพศชาย นั้น ไม่ทำให้คนเพศชายเป็น “ชาย” มากกว่าเป็น “สมชาย” หรือเป็นสุภาพบุรุษมากขึ้น การระบุคำว่า “ บิดา มารดา ”ในทะเบียนบ้าน ก็ไม่ทำให้ความเป็นบิดากับมารดามีมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่เป็นการเขียนไว้เพื่อการจำแนกบุคคลอย่างเป็นทางการ การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ทำให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ไม่มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรืออย่างไร? ก็หาเป็นการรับรองอย่างนั้นไม่การระบุในธนบัตรดอลล่าร์ ของสหรัฐอเมริการว่า “In God we trust” เป็นการระบุความนับถือว่า ประเทศสหรัฐอเมริกา เชื่อเรื่องพระเจ้า ก็ไม่เห็นว่าคนต่างศาสนาจะมีใครรังเกีบจธนบัตรฉบับนั้น การจดทะเบียนสมรสไม่ทำให้ความเป็นสามีภรรยามากขึ้น ความรักของสามีภรรยาก็ไม่มากขึ้นเพราะทะเบียนสมรส เช่นกัน เหตุใดจึงต้องให้จดทะเบียนแสดงความเป็นสามีภรรยาเล่า อีกทั้งกฎหมายยังระบุให้มีภรรยาได้เพียงคนเดียวยังขัดต่อกฎของอิสลามที่ให้มีภรรยาได้ถึง ๔ คน ทำให้ภรรยาคนที่ ๒-๔ ไม่ถูกต้องตามกฎหมายไทย ผู้นับถือศาสนาอิสลามก็ยังไม่มีใครบอกว่าเดือดร้อนไม่สมานฉันท์กับศาสนาอิสลามพระสงฆ์ เหตุใดต้องห่มเหลือง การห่มเหลืองทำให้ศีลท่านบริสุทธิ์กว่าห่มเขียวหรืออย่างไร? ก็ไม่ใช่ เพราะการห่มเหลืองนั้นเป็นไปตามพุทธบัญญัติมิได้เป็นการบ่งบอกความบริสุทธิ์แห่งศีลที่ท่านปฏิบัติ ฉันใดก็ฉันนั้นการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญก็ไม่แสดงความเป็นคนดีของคนไทย แต่บอกว่าประเทศไทยให้การรับรองความมั่นคงของพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการ เนื่องจากพระพุทธศาสนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระมหากษัตริย์และประชาชนในการประกอบกันเป็นประเทศไทยมาช้านาน โดยมิได้รังเกียจผู้นับถือศาสนาอื่น และยังมิได้เป็นการแสดงความคับแคบแต่อย่างใดเพราะผู้นับถือศาสนาพุทธไม่เคยรังเกียจความเป็นศาสนิกชนของศาสนาอื่น ไม่เคยทำร้ายกันเพราะความเป็นผู้ต่างศาสนา การที่พระสงฆ์บางรูปออกมาคัดค้านการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้แสดงว่าสมานฉันท์กับศาสนาอื่นๆ อีกทั้งไม่ใช่การแสดงความไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่กลับเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทั้งนั้น และหากจะหาเรื่องกัน ก็ยังกล่าวได้ด้วยว่าพระรูปนั้นพูดจาทับถมศาสนาอื่นด้วยซ้ำว่าแม้นไม่บัญญัติก็เป็นศาสนาประจำชาติอยู่แล้ว (ศาสนาอื่นไม่ใช่)การระบุในรัฐธรรมนูญ เรื่องประชาธิปไตย ก็ไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจประชาธิปไตยมากขึ้น การระบุในรัฐธรรมนูญเรื่องพระพุทธศาสนาก็ไม่ทำให้คนเป็นคนดีขึ้น ฉันใดก็ฉันนั้น แต่เป็นเรื่องความเป็นประเทศและความมั่นคงของประเทศความมั่นคงที่เป็นลายลักษณ์อักษรให้ความมั่นคงแก่สิ่งที่กล่าวถึงอย่างเป็นทางการฉันใด ความมั่นคงของชาติ พระพุทธศาสนา และ พระมหากษัตริย์ ก็จำเป็นต้องระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญฉันนั้น จึงเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศที่ต้องรักษาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ใดบ่อนทำลายชาติ พระพุทธศาสนาและพระมหากษัตริย์ มีความผิดฐานทำลายความมั่นคงของประเทศ และหากจะให้การรับรองศาสนาอื่นๆด้วยในฐานะศาสนาที่รัฐต้องส่งเสริมให้ความมั่นคงก็สมควรยิ่งการไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาตินั้น เปรียบเสมือนธงชาติไทยที่ไร้ซึ่งแถบสีขาว หากธงชาติไทยยังมีแถบขาวแห่งพระพุทธศาสนาแล้วไซร้ และหากประชาชนคนไทยยังให้ความสำคัญในความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา รัฐธรรมนูญจึงควรต้องมีบัญญัติว่า “พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ” หากไม่บัญญัติแล้ว ก็จงเอาแถบขาวซึ่งหมายถึงพระพุทธศาสนาออกไปด้วยเถิด คณะทำงานร่วม 7 องค์กรเพื่อพระพุทธศาสนา พุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ (จักรธรรม ธรรมศักดิ์) (อุสาห์ พฤฒิจิระวงศ์)