กราบสวัสดีวันปีใหม่ไทยค่ะพี่จุด ^__^
อ่านที่เอ่ยถึงพี่สุห้วง แล้วรู้สึกคุ้นๆมากเลยค่ะ พออ่านถึงเรื่องเล่า แล้วก็ร้องอ๋อ.. นึกออกแล้ว ว่าวันนั้นก็ฟังพี่สุห้วงเล่า และบรรยายเรื่องนี้ ในวันอบรมเรื่อง Discharge planning
ขอขอบคุณที่นำมาเขียนเล่าให้อ่านค่ะ ทำให้ย้อนนึกภาพไปในวันนั้น (วันที่ฟังบรรยาย) เหมือนหนังที่ถูกฉายรีเพลย์ในสมองเลย รู้สึกดีจังค่ะ เพราะว่าพออ่านที่พี่เขียน ความทรงจำในวันนั้น ก็ไหลย้อนกลับมาอีกครั้งเลย.. จำได้ชัดเจนมากๆ
แม้กระทั่งที่ที่บอกว่า ..
" คนไข้รายนี้คือ ผู้ชายที่ยิ้ม แต่จริงๆ แล้ว เค้าตาบอดทั้ง 2 ข้าง "
ก็จำได้ว่า พี่สุห้วงพูดว่า เขาคือผู้ชายที่ยิ้ม หมายถึงวันนั้นพี่เค้าฉายภาพขึ้นในสไลด์ แล้วในภาพมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังยิ้มอยู่ พี่สุห้วงแนะนำว่า คนไข้รายนี้ก็คือ ผู้ชายคนที่กำลังยิ้มในภาพ
ฟังพี่สุห้วงบรรยาย ในวันนั้นก็สะท้อนใจเหมือนกันค่ะ ตรงเรื่องที่บอกว่า คนไข้บางคนเราดูแลจนพลิกฟื้นจากความตาย ดูแลประคับประคองอย่างดี จนคนไข้หายป่วยกลับบ้าน.. เป็นความภาคภูมิใจของเหล่าพยาบาลและหมอ แต่มิคาด...เมื่อกลับไปดูชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาล คุณภาพชีวิตของเขากลับตกต่ำ จนเจ้าตัวมีความรู้สึกว่า "ถ้าตอนนั้นตายไปคงจะดีกว่า" ดังตัวอย่างเคสผู้ชายตาบอดคนนั้น ที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจน
ทั้งนี้เพราะความเจ็บป่วย ทำให้คุณภาพชีวิตของเขา "ตก" ลง ซึ่งทั้งนี้และทั้งนั้น จูนคิดว่าเรื่องเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับตัวคนไข้ เกี่ยวกับความสามารถในการปรับตัว พื้นฐานทางความรู้สึกและจิตใจ รวมไปถึงค่านิยม ความคิดของบุคคลแวดล้อม ซึ่งคงเหนือความสามารถของเรา(พยาบาล) ที่จะเข้าไปปรับ หรือ ดูแลตรงนั้นจนสมบูรณ์ได้
บางทีจูนก็อดคิดไม่ได้นะคะว่า ชีวิตคนเราจะว่าไป บางครั้งก็มีค่า บางครั้งก็ไร้ค่า... โลกปัจจุบัน เกิดเรื่องเกิดปัญหาขึ้นมากมาย อาชญากรรม การก่อการร้าย.. ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีแต่ทำร้ายและทำลายชีวิตกัน ในขณะที่พวกเรา (บุคลากรทางการแพทย์) เฝ้าดูแล ห่วงใยทุกชีวิตอย่างมีคุณค่า ดูแลอย่างครอบคลุม ทั้งกาย จิต สังคม และวิญญาณ ตั้งแต่เขาเกิด เขาเจ็บป่วย ไปจนถึงเวลาของลมหายใจสุดท้าย แต่ทำไมคนอื่น เขาจึงไม่ถนอม รักดูแลในคุณค่าของชีวิตคนอื่น อย่างที่เราพยายามทำบ้างเลยนะ
เห็นข่าวการฆ่ากัน ทำร้ายกันในทีวี ในหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วทั้งเศร้าและสะท้อนใจจริงๆค่ะ
ยิ่งพอมาได้อยู่วอร์ดทางด้านสูติฯ ได้ดูแลเด็กทารกแรกคลอด .. เด็กแต่ละคน ล้วนน่ารัก ใสบริสุทธิ์.. เกิดมาท่ามกลางความรัก ความปลาบปลื้มยินดีของพ่อแม่และคนในครอบครัว บางครั้งจูนยืนดูหน้าเด็กเหล่านั้นอย่างเงียบๆ แล้วอดคิดไม่ได้ว่า โตขึ้นต่อไปภายภาคหน้า พวกเขาจะเป็นอย่างไรบ้างนะ จะเป็นคนดี มีชื่อเสียงเป็นที่ชื่นชม หรือจะกลายเป็นคนที่สร้างปัญหาให้กับสังคม ?
ทำให้นึกเห็นภาพ...หลายคนที่ถูกทำร้ายในหน้าหนังสือพิมพ์ ยังมีภาพคนร้ายที่ถูกประกาศจับ หรือถูกจับกุมเพราะกระทำผิด คนเหล่านั้น..ณ วันแรกของชีวิต ก็คงเคยตรงนี้ นอนในคลิปอย่างไร้เดียงสา อยู่ท่ามกลางรอยยิ้มยินดีปรีดา ของคนในครอบครัว
หากย้อนเวลากลับไปได้ เราจะทำหรือไม่.. ที่จะไม่ดูแล ไม่ยินดี รวมไปถึง..ไม่ช่วยเหลือให้เด็กที่โตขึ้นมา "เพื่อไปทำร้ายคนอื่นเหล่านั้น" ลืมตาเกิดขึ้นมาดูโลก
คำตอบก็คงคือ... ไม่ !
เพราะหน้าที่ของเรา (แพทย์พยาบาล) คือผู้ดูแลและให้ความช่วยเหลือทางด้านสุขภาพ งานของเรา อาจมีผลหรือมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของสังคม แต่เราก็คงไม่สามารถไปรับผิดชอบต่อชีวิตในสังคมทั้งหมดได้ เราดูแลเขาได้เพียงแค่ช่วงหนึ่งของชีวิตที่มีปัญหาด้านการเจ็บป่วยเท่านั้น คงไม่สามารถดูแลเขาทั้งชีวิตได้ แต่ตรงนั้น..เป็นหน้าที่ของครอบครัวของเขา ที่จะดูแลเขาต่อ ส่วนเรา..จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็น "ที่ปรึกษา" เมื่อพวกเขาต้องการแทน
จะว่าไปแล้ว.. คนเจ็บป่วยพอเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาล ก็มีฐานะและบทบาทเป็นคนไข้ แต่พอเขาหายป่วย ออกจากโรงพยาบาล เขาก็จะกลับไปฐานะเป็น "สมาชิกคนหนึ่งของสังคม" เช่นเดียวกับเรา (เหล่าบุคลากรทางการแพทย์) แต่ก็มีหลายครั้ง ที่พวกเรายังคงติดภาพและความรู้สึกที่ว่า "เขาคือคนไข้ของเรา" อยู่ตลอด
คงเหมือนคนเป็นพ่อเป็นแม่มั้งนะคะ ที่แม้ว่าลูกจะเติบใหญ่ โตจนมีครอบครัว ก็จะยังคงมีความรู้สึกว่า ลูกยังคือ ลูกเล็กๆ ที่ต้องให้พ่อแม่คอบห่วงใยอยู่ (อันนี้พ่อกับแม่ มักพูด มักรำพึงให้พวกเราฟังอยู่บ่อยๆ)
แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีค่ะ เป็นความรู้สึกที่ดี และความปรารถนาที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ และต่อสังคม ที่เราจะยังคงมี และให้ความช่วยเหลือต่อ "สมาชิกในสังคม" บางคนที่ยังคง "มีปัญหา" ต่อการดำรงชีวิต ซึ่งถึงแม้เราอาจจะไม่สามารถช่วยเหลือ หรือแก้ไขสภาพชีวิตอันเลวร้าย หรือตกต่ำที่เกิดขึ้นกับเขา แต่อย่างน้อย.. ในขั้นตอนของการเตรียมการ เพื่อจะส่งพวกเขาเหล่านั้น กลับคืนสู่สังคม (ออกจากโรงพยาบาล) หากสามารถคาดคะเนได้ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดกับพวกเขา และเราได้มีการวางแผนป้องกันไว้ บางที..อย่างน้อยก็อาจจะพอลด "ระดับความรุนแรง" ของปัญหาที่จะเกิดขึ้นมานั้นได้
ขอบคุณสำหรับประเด็นดีๆ และตรงใจ ที่ยกขึ้นมาเขียนถึงในบันทึกนี้นะคะ
ขอโทษหาก comment เขียนยาวไปหน่อย และอาจจะแอบหลุดประเด็นบ้างในบางช่วง หลังๆมานี้เวลาจากคุย comment ในบล็อกแล้วติดนิสัย เลียนแบบอาจารย์ Phoenix ค่ะ อิอิ (แอบนินทา อาจารย์ Phoenix จะได้ยินมั้ยเนี่ย)... รู้สึกว่าคุยยาวๆ ได้เอรรถรส และความลึกซึ้งดี แต่ถ้าหากมีผิดพลาดประการใด ก็ขอประทานโทษด้วยนะคะ
ขอบคุณอีกครั้งค่ะพี่ ^_______^
