ความเห็น 22154

องค์กรแห่งการเรียนรู้ Learning Organization

ธนพร วงษ์จันทร 483008 มหาวิทยาลัยคริสเตียน
IP: xxx.144.143.2
เขียนเมื่อ 

     กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพและกราบขอบพระคุณที่ให้โอกาสพวกเราได้แสดงความคิดเห็นผ่านเทคโนโลยี  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ  Information  management, Technology  management, และที่สำคัญคือ  Knowledge  managementเป็นเวลาหลายสัปดาห์  และในสัปดาห์นี้เป็นเรื่องขององค์การแห่งการเรียนรู้.......
    ด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป  จำเป็นอย่างยิ่งคนต้องเปลี่ยนแปลงตามเนื่องมาจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ทรัพยากรบุคคลต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  และจำเป็นที่สุดเช่นกันที่องค์การต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการจัดการความรู้เพื่อให้สมาชิกมีความรู้ที่ทันต่อเหตุการณ์  สังคมปัจจุบันจึงเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning  society)  และหน่วยย่อยๆในสังคมก็ต้องเป็นหน่วยแห่งการเรียนรู้เช่นเดียวกัน  ซึ่งองค์การแห่งการเรียนรู้  (Learning  organization)  ตามทัศนะของ         วนิดา  ชูวงษ์ (2541)  หมายถึง  องค์การที่มีการดำเนินการให้บุคคล  ทีมหรือกลุ่มในองค์การได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้  ความสามารถในการเรียนรู้  ในการปรับเปลี่ยนตนเอง  ทั้งนี้เพื่อนำองค์การไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้  ซึ่งการเรียนรู้ต้องเป็นไปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง  และเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงทั่วทั้งองค์การ
    ในปีค.ศ.1990  Dr. Peter  Senge  ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ไว้ในหนังสือ  The  Fifth  Discipline : The  Art  and  Practice of The  Learning  Organization  โดยได้เสนอองค์ประกอบหลักของ  Learning  Organization   ไว้  5  ประการดังนี้
    1.Personal  mastery
    2.Mental  model
    3.Shared  vision
    4.Team  learning
    5.System  thinking


    1.Personal  mastery 
    หมายถึง  ความรอบรู้แห่งตน  ความใฝ่รู้ใฝ่เรียนของบุคคล  หรือไฟแรงใฝ่รู้ควบคู่ด้วยศักยภาพของบุคคล
    ซึ่งประกอบด้วย  High  standard, Stretch  targets,  Willing  to  learn,  Open-mindness,  Flexibility,  and  Innovation
    นั่นคือบุคคลต้องมีความต้องการที่จะเรียนรู้เพื่อยกระดับความสามารถของตนเอง  ต้องมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์  มีความมั่นใจในตนเอง  พัฒนางานในหน้าที่ความรับผิดชอบ  และขยายขอบเขตเชื่อมโยงเข้าสู่ระดับงานที่สูงขึ้นในองค์การ
    2.Mental  model
    หมายถึงแบบจำลองความคิด  การพัฒนากรอบ ความคิด  หรือการรับรู้ภาพลักษณ์โลกรอบตัวอย่างถูกต้อง
    เป็นการค้นหาความกระจ่างชัด  การจำแนก  ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น  การทำความเข้าใจและการแปลความหมายเพื่อการตัดสินใจและการกระทำของบุคคล  หรืออาจกล่าวว่าเป็นการปรับกระบวนทัศน์ใหม่  (Paradigm  shift)  เพื่อลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานหรือการก้าวข้ามมาตรฐานเดิมให้ไปสู่มาตรฐานใหม่  ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญของผู้บริหารที่จะกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ทีมงานพบแนวทางการดำเนินงานที่ทำให้องค์การประสพผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
    3.Shared  vision
    การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน  หรือการมีวิสัยทัศน์ร่วมกันของคนทั้งองค์การ
    สมาชิกทุกคนต้องได้รับการพัฒนาให้มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การเพื่อให้เกิดพลังและแนวคิดไปในทิศทางเดียวกัน  และนำพาองค์การไปสู่เป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในที่สุด
    4.Team  learning
    การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม......เกิดจากสมาชิกในทีมมีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยกัน  มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล  ความคิดและประสบการณ์ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ  ซึ่งการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมจะทำให้เกิดการพัฒนาความรู้  เกิดการแตกแขนงความคิด  จากแหล่งความรู้หลักทั้ง  3  ประเภทคือ  Tacit  knowledge,  Explicit  knowledge,  และ  Embedded  knowledge
    5.System  thinking
    การคิดอย่างเป็นระบบ......คือความสามารถในการมองแบบองค์รวม  (Holistic)  มีความสามารถในการวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันของปัจจัยต่างๆ  รวมทั้งการมีความสามารถในการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง  โดยต้องตระหนักว่าทุกหน่วยขององค์การมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน  ผลของการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบใดๆจะส่งผลให้องค์ประกอบอื่นๆหรือหน่วยงานอื่นๆเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน
   
    จากกรณีศึกษา  คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและพยาบาลศาสตร์  มหาวิทยาลัยคริสเตียน  พบว่าการจัดองค์การแห่งการเรียนรู้สามารถอธิบายได้ด้วย  Peter  M. Senge , s  Five  Disciplines   โดยที่    วัตถุประสงค์ของคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและพยาบาลศาสตร์  มหาวิทยาลัยคริสเตียน  มีดังนี้
    1.ผลิตบัณฑิตทุกระดับในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ  ตามความต้องการของประทศที่มีคุณลักษณะของความเอื้ออาทร  มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ  มีทักษะด้านภาษาและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
    2.เป็นศูนย์กลางด้านวิชาการและการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ  ของภูมิภาคตะวันตกและภาคกลางตอนล่าง
    3.สร้างระบบเครือข่ายความร่วมมือทางด้านวิชาการด้านบริการสุขภาพกับองค์การทั้งในระดับชุมชน  ระดับองค์การ  ระดับประเทศและระดับนานาชาติ
    4.พัฒนาจริยธรรมตามหลักคริสตศาสนา  ในการดำรงชีวิตในสังคม  และส่งเสริมการปฏิบัติวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ  โดยยึดจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นหลัก
    5.ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม  โดยร่วมกับชุมชน  องค์การ  และหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน
    การวิเคราะห์องค์การแห่งการเรียนรู้ตามแนวคิด
Peter  M. Senge , s  Five  Disciplines   พบว่า
คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและพยาบาลศาสตร์  มหาวิทยาลัยคริสเตียน  มีองค์ประกอบทั้ง 5  ประการคือ Personal  mastery,  Mental  model,  Shared  vision,  Team  learning,  และ System  thinking  โดยได้มีการจัดองค์การแห่งการเรียนรู้ภายในคณะวิชาและร่วมกับสถาบันอื่นในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับองค์การอื่นทั้งภาครัฐและเอกชนคือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศทย                             ดังตัวอย่างแนวทางปฎิบัติดังนี้


    1.คณาจารย์ต้องมีคุณสมบัติและคุณวุฒิการศึกษาตรงกับสาขาวิชาและหลักสูตรที่เปิดสอนคือต้องจบจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปและต้องจบสาขาการพยาบาลและสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพที่เกี่ยวข้อง
    2.คณาจารย์ทุกท่านต้องเข้าร่วมโครงการปฐมนิเทศบุคคลากรใหม่ทั้งระดับมหาวิทยาลัยและคณะวิชา  ทั้งนี้เพื่อให้คณาจารย์มีความรู้ความเข้าใจในองค์การเป็นอย่างดีและสามารถนำพาองค์การไปสู่เป้าหมาย
    3.คณาจารย์ใหม่ทุกท่านจะได้รับการดูแลทั้งอย่างเป็นทางการโดยมีอาจารย์พี่เลี้ยงคอยดูแลให้คำปรึกษาและคำแนะนำทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนผู้บริหารและอาจารย์อาวุโสจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิดในระบบที่ไม่เป็นทางการแต่ด้วยความเอื้ออาทรอย่างสม่ำเสมอ
    4.คณาจารย์ทุกท่านต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อการจัดการความรู้ของสาขาวิชา  หลักสูตรโดยการเข้าร่วมประชุม  อบรมและสัมมนา  ทั้งในสถาบัน  นอกสถาบัน  ทั้งในระดับในประเทศและต่างประเทศ
     5.คณาจารย์ทุกท่านต้องได้รับการสื่อสารแบบ  Two  way  communications  จากที่ประชุมของภาควิชา  คณะวิชา  และมหาวิทยาลัยคริสเตียน  คณาจารย์ทุกท่านต้องทราบแผนยุทธศาสตร์ประจำปีการศึกษาแต่ละปีของสถาบัน  และพร้อมที่จะพัฒนาร่วมกับองค์การให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
    6.คณาจารย์ทุกท่านต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม  ปรึกษาและร่วมกันแก้ปัญหาในทุกระดับที่เกิดขึ้นหรือมีโอกาสเกิดขึ้น  โดยให้เกียรติและยอมรับฟังความคิดและเหตุผลของผู้อื่น 
    7.คณาจารย์ทุกท่านต้องร่วมเป็นคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการอื่นๆทั้งด้านการบริการวิชาการแก่สังคม  ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม   ทั้งนี้เพื่อให้คณาจารย์เกิดการเรียนรู้และเข้าใจองค์การอย่างต่อเนื่อง  เข้าใจในระบบและองค์ประกอบของสถาบัน  รับรู้ว่ามีปัจจัยหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของสถาบัน  ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่การเรียนการสอนตามเนื้อหาวิชาในแต่หลักสูตรเท่านั้น
    8.คณาจารย์ทุกท่านต้องพัฒนาความรู้ของตนเอง  ทั้งสาขาวิขา  หลักสูตรและสถาบัน  โดยการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งการเผยแพร่ผลงานวิจัย  และการนำผลงานวิจัยไปใช้อย่างต่อเนื่อง  ตลอดจนการพัฒนางานวิจัยด้วยการร่วมทำวิจัยกับสถาบันอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
   

  Two  way  communications 

    ด้วยความเคารพอย่างสูงคะ