กราบเรียนอาจารย์ที่เคารพและกราบขอบพระคุณที่ให้โอกาสพวกเราได้แสดงความคิดเห็นผ่านเทคโนโลยี
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Information management,
Technology management, และที่สำคัญคือ Knowledge
managementเป็นเวลาหลายสัปดาห์
และในสัปดาห์นี้เป็นเรื่องขององค์การแห่งการเรียนรู้.......
ด้วยสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
จำเป็นอย่างยิ่งคนต้องเปลี่ยนแปลงตามเนื่องมาจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม
ทรัพยากรบุคคลต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
และจำเป็นที่สุดเช่นกันที่องค์การต้องมีการสร้างวัฒนธรรมการจัดการความรู้เพื่อให้สมาชิกมีความรู้ที่ทันต่อเหตุการณ์
สังคมปัจจุบันจึงเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Learning
society)
และหน่วยย่อยๆในสังคมก็ต้องเป็นหน่วยแห่งการเรียนรู้เช่นเดียวกัน
ซึ่งองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning
organization)
ตามทัศนะของ
วนิดา ชูวงษ์ (2541) หมายถึง
องค์การที่มีการดำเนินการให้บุคคล
ทีมหรือกลุ่มในองค์การได้มีโอกาสเพิ่มพูนความรู้
ความสามารถในการเรียนรู้ ในการปรับเปลี่ยนตนเอง
ทั้งนี้เพื่อนำองค์การไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้
ซึ่งการเรียนรู้ต้องเป็นไปอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
และเป็นไปอย่างพร้อมเพรียงทั่วทั้งองค์การ
ในปีค.ศ.1990 Dr. Peter Senge
ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับองค์การแห่งการเรียนรู้ไว้ในหนังสือ
The Fifth Discipline : The Art and
Practice of The Learning Organization
โดยได้เสนอองค์ประกอบหลักของ Learning Organization
ไว้ 5 ประการดังนี้
1.Personal mastery
2.Mental model
3.Shared vision
4.Team learning
5.System thinking
1.Personal
mastery
หมายถึง ความรอบรู้แห่งตน
ความใฝ่รู้ใฝ่เรียนของบุคคล
หรือไฟแรงใฝ่รู้ควบคู่ด้วยศักยภาพของบุคคล
ซึ่งประกอบด้วย High standard,
Stretch targets, Willing to learn,
Open-mindness, Flexibility, and Innovation
นั่นคือบุคคลต้องมีความต้องการที่จะเรียนรู้เพื่อยกระดับความสามารถของตนเอง
ต้องมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ มีความมั่นใจในตนเอง
พัฒนางานในหน้าที่ความรับผิดชอบ
และขยายขอบเขตเชื่อมโยงเข้าสู่ระดับงานที่สูงขึ้นในองค์การ
2.Mental
model
หมายถึงแบบจำลองความคิด
การพัฒนากรอบ ความคิด
หรือการรับรู้ภาพลักษณ์โลกรอบตัวอย่างถูกต้อง
เป็นการค้นหาความกระจ่างชัด การจำแนก
ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น
การทำความเข้าใจและการแปลความหมายเพื่อการตัดสินใจและการกระทำของบุคคล
หรืออาจกล่าวว่าเป็นการปรับกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm
shift)
เพื่อลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานหรือการก้าวข้ามมาตรฐานเดิมให้ไปสู่มาตรฐานใหม่
ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญของผู้บริหารที่จะกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ทีมงานพบแนวทางการดำเนินงานที่ทำให้องค์การประสพผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
3.Shared
vision
การสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน
หรือการมีวิสัยทัศน์ร่วมกันของคนทั้งองค์การ
สมาชิกทุกคนต้องได้รับการพัฒนาให้มีวิสัยทัศน์สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์การเพื่อให้เกิดพลังและแนวคิดไปในทิศทางเดียวกัน
และนำพาองค์การไปสู่เป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ในที่สุด
4.Team
learning
การเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม......เกิดจากสมาชิกในทีมมีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยกัน
มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ความคิดและประสบการณ์ซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
ซึ่งการเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมจะทำให้เกิดการพัฒนาความรู้
เกิดการแตกแขนงความคิด จากแหล่งความรู้หลักทั้ง 3
ประเภทคือ Tacit knowledge, Explicit
knowledge, และ Embedded knowledge
5.System
thinking
การคิดอย่างเป็นระบบ......คือความสามารถในการมองแบบองค์รวม
(Holistic)
มีความสามารถในการวิเคราะห์ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันของปัจจัยต่างๆ
รวมทั้งการมีความสามารถในการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง
โดยต้องตระหนักว่าทุกหน่วยขององค์การมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
ผลของการเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบใดๆจะส่งผลให้องค์ประกอบอื่นๆหรือหน่วยงานอื่นๆเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยเช่นกัน
จากกรณีศึกษา
คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยคริสเตียน
พบว่าการจัดองค์การแห่งการเรียนรู้สามารถอธิบายได้ด้วย
Peter M. Senge , s Five
Disciplines โดยที่
วัตถุประสงค์ของคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยคริสเตียน มีดังนี้
1.ผลิตบัณฑิตทุกระดับในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ตามความต้องการของประทศที่มีคุณลักษณะของความเอื้ออาทร
มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ
มีทักษะด้านภาษาและการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย
2.เป็นศูนย์กลางด้านวิชาการและการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ
ของภูมิภาคตะวันตกและภาคกลางตอนล่าง
3.สร้างระบบเครือข่ายความร่วมมือทางด้านวิชาการด้านบริการสุขภาพกับองค์การทั้งในระดับชุมชน
ระดับองค์การ ระดับประเทศและระดับนานาชาติ
4.พัฒนาจริยธรรมตามหลักคริสตศาสนา
ในการดำรงชีวิตในสังคม
และส่งเสริมการปฏิบัติวิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ
โดยยึดจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นหลัก
5.ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
โดยร่วมกับชุมชน องค์การ
และหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและเอกชน
การวิเคราะห์องค์การแห่งการเรียนรู้ตามแนวคิด
Peter M. Senge , s Five
Disciplines พบว่า
คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพและพยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยคริสเตียน มีองค์ประกอบทั้ง 5 ประการคือ
Personal mastery, Mental model,
Shared vision, Team learning, และ
System thinking
โดยได้มีการจัดองค์การแห่งการเรียนรู้ภายในคณะวิชาและร่วมกับสถาบันอื่นในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับองค์การอื่นทั้งภาครัฐและเอกชนคือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศทย
ดังตัวอย่างแนวทางปฎิบัติดังนี้
1.คณาจารย์ต้องมีคุณสมบัติและคุณวุฒิการศึกษาตรงกับสาขาวิชาและหลักสูตรที่เปิดสอนคือต้องจบจบการศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นไปและต้องจบสาขาการพยาบาลและสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพที่เกี่ยวข้อง
2.คณาจารย์ทุกท่านต้องเข้าร่วมโครงการปฐมนิเทศบุคคลากรใหม่ทั้งระดับมหาวิทยาลัยและคณะวิชา
ทั้งนี้เพื่อให้คณาจารย์มีความรู้ความเข้าใจในองค์การเป็นอย่างดีและสามารถนำพาองค์การไปสู่เป้าหมาย
3.คณาจารย์ใหม่ทุกท่านจะได้รับการดูแลทั้งอย่างเป็นทางการโดยมีอาจารย์พี่เลี้ยงคอยดูแลให้คำปรึกษาและคำแนะนำทั้งเรื่องงานและเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนผู้บริหารและอาจารย์อาวุโสจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิดในระบบที่ไม่เป็นทางการแต่ด้วยความเอื้ออาทรอย่างสม่ำเสมอ
4.คณาจารย์ทุกท่านต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อการจัดการความรู้ของสาขาวิชา
หลักสูตรโดยการเข้าร่วมประชุม อบรมและสัมมนา
ทั้งในสถาบัน นอกสถาบัน
ทั้งในระดับในประเทศและต่างประเทศ
5.คณาจารย์ทุกท่านต้องได้รับการสื่อสารแบบ Two way
communications จากที่ประชุมของภาควิชา คณะวิชา
และมหาวิทยาลัยคริสเตียน
คณาจารย์ทุกท่านต้องทราบแผนยุทธศาสตร์ประจำปีการศึกษาแต่ละปีของสถาบัน
และพร้อมที่จะพัฒนาร่วมกับองค์การให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
6.คณาจารย์ทุกท่านต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม
ปรึกษาและร่วมกันแก้ปัญหาในทุกระดับที่เกิดขึ้นหรือมีโอกาสเกิดขึ้น
โดยให้เกียรติและยอมรับฟังความคิดและเหตุผลของผู้อื่น
7.คณาจารย์ทุกท่านต้องร่วมเป็นคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการอื่นๆทั้งด้านการบริการวิชาการแก่สังคม
ศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้เพื่อให้คณาจารย์เกิดการเรียนรู้และเข้าใจองค์การอย่างต่อเนื่อง
เข้าใจในระบบและองค์ประกอบของสถาบัน
รับรู้ว่ามีปัจจัยหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของสถาบัน
ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่การเรียนการสอนตามเนื้อหาวิชาในแต่หลักสูตรเท่านั้น
8.คณาจารย์ทุกท่านต้องพัฒนาความรู้ของตนเอง ทั้งสาขาวิขา
หลักสูตรและสถาบัน โดยการทำวิจัยอย่างต่อเนื่อง
รวมทั้งการเผยแพร่ผลงานวิจัย
และการนำผลงานวิจัยไปใช้อย่างต่อเนื่อง
ตลอดจนการพัฒนางานวิจัยด้วยการร่วมทำวิจัยกับสถาบันอื่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ
Two way communications
ด้วยความเคารพอย่างสูงคะ