การจัดค่ายเยาวชน
ตำบลท่ามะเฟือง อำเภอพิชัย จังอุตรดิตถ์
จัดที่วัดพรหมพิราม หมู่ที่ 2 ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิราม
จังหวัดพิษณุโลก วันที่ 6-7 ตุลาคม 53 โดย: พระอธิการโชคชัย และทีมงาน
ศาสนสถานที่ชุมชนร่วมกันสร้างเป็นศูนย์กลางแห่งการเแลกเปลี่ยนเรียนรู้




อธิบายภาพ: วัดพรหมพิราม หมู่ที่ 2 ตำบลพรหมพิราม อำเภอพรหมพิรามจังหวัดพิษณุโลก
ในยุคปัจจุบัน ถ่ายภาพโดย: พระอธิการโชคชัยชยวุฑโฒ เมื่อวันที่ 4ตุลาคม 53
- การพัฒนาที่มุ่งเน้นการพัฒนาจิตใจควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง: โดยอาศัยมิติศาสนานำศีลธรรมกลับคืนสู่สังคมเพื่อปรับเปลี่ยนและสร้างค่านิยมคุณธรรมและจริยธรรม อันเป็นค่านิยมที่ดีงามของสังคมไทยในอดีตที่เกื้อกูลกันระหว่าง บ้าน วัด โรงเรียน และส่วนราชการท้องถิ่น สร้างปฏิสัมพันธ์นำหลักธรรมทางศาสนาไปสู่การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เกิดภูมิคุ้มกันทางสังคมที่ดี ทำให้สังคมในสังคมไทยยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม ควรจะต้องยึดถือเป็นเป้าหมายหลักในการพัฒนามุ่งเน้นจิตใจคน ให้มีการพัฒนาคุณธรรมนำความรู้ ควบคู่กับการพัฒนาการเรียนรู้เพื่อสร้างปัญญาให้แก่คนทุกกลุ่มทุกวัย
พระสงฆ์ผู้อยู่ในวงสังคมหนึ่ง เป็นวงสังคมผู้นำทางจิตใจ (Spiritual Leaderships Society)




อธิบายภาพ: เจ้าอธิการเจริญ กิตติคุโณ พระนักพัฒนาชุมชนจากรายการคนค้นคน เจ้าคณะตำบลพรหมพิราม / พระอาจารย์สมบัติ เขมวีโร พระวิทยากรจากศูนย์พัฒนาคุณธรรมประจำจังหวัดพิษณุโลก วัดสวนร่มบารมี / พระธนพนธ์ ธนปาโล พระนิสิตจากวิทยาลัยสงฆ์พุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก และพระอธิการโชคชัย ชยวุฑโฒ ภาพถ่ายโดย: พระนพรัตน์ โชติญาโณ
- การสร้างสังคมจิตอาสา:ปลุกจิตสำนึกคนในชุมชนเด็กและเยาวชนให้สำนึกรักท้องถิ่นและมีความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษ โดยศาสนสถานเป็นศูนย์กลางสืบค้น องค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ชุมชน ความเป็นมาของบุคคลสำคัญ เทศกาล ประเพณีอันดีงามของชุมชนและมรดกทางภูมิปัญญาและทางวัฒนธรรมท้องถิ่น จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ผ่านกระบวนการทำงานแบบมีส่วนร่วมเป็นทีม บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ดีและรับประโยชน์ร่วนกัน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดภูมิรู้ ภูมิธรรม ที่หลากหลายของคนในท้องถิ่นสู่อนุชนอย่างมีจิตมุ่งเน้นสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีสำนึกจิตอาสาในการรักษาสืบทอดมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชนให้ยั่งยืน
การถ่ายทอดเรียนรู้ภูมิปัญญาในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นในวงสังคมเครือญาติ(Kinship)




อธิบายภาพ: คุณโยมประเสริฐ เพชรกระจาด ปราชญ์ชาวบ้านผู้มีจิตอาสาต่อเรื่องสาธารณะและคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์อันมีค่ามากมาย
ภาพถ่ายโดย: พระนพรัตน์ โชติญาโณ
- การเรียนรู้จากคนหลายวัย:คนเฒ่าคนแก่และผู้นำชุมชน การถ่ายทอดเรียนรู้ภูมิปัญญาในชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นเป็นการสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีและความเอื้ออาทร ความมีน้ำใจแบ่งปันความรู้ โดยให้มีการถ่ายทอดวิชาที่ป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่แป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในท้องถิ่น โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ในชุมชนที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์อันมีค่ามากมาย เป็นการจัดให้มีพื้นที่ในศาสนสถานให้เป็นลานแห่งความรู้เพื่อสร้างปัญญาและเรียนชิญให้คนเฒ่าคนแก่ในชุมชนมาร่วมสนทนาพูดคุย ถ่ายทอด วิชาความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นวิถีชีวิตของคนไทยในอดีตให้แก่เยาวชนในวัยต่างๆ มาร่วมเรียนรู้และจดจำไปดำเนินการเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่เป็นสมบัติของชุมชนตลอดไป ซึ้งองค์ความรู้ในชุมชนต่างๆ จะมีความแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น
การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน สังคมทางการศึกษา(Education Leadership Society)





อธิบายภาพ:นางจุฑามาศ เผือกเหลือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่ามะเฟือง และคณะ นำเยาวชนมาเข้าค่ายอบรม / คุณหมออุ่นเรือน ณัฐวรพงศ์ หัวหน้าสถานีอนามัยตำบลท่ามะเฟือง พร้อมด้วยวิทยากรเจ้าหน้าที่สาธารณสุข มาให้ความรู้ระบบการคุ้มครอง การเฝ้าระวังการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อเด็ก ภาพถ่ายโดย: พระนพรัตน์ โชติญาโณ
- การสร้างชุมชนสัมพันธ์: โครงการพัฒนาระบบคุ้มครองเด็กเป็นกิจกรรมที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชนโดยการเปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆ โดยเฉพาะ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชนในชุมชุนมีส่วนร่วมในการดำเนินงานโดยการผ่านเวทีประชาคมในศาสนสถาน ซึ้งเป็นศูนย์กลางของชุมชน เพื่อกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนเกิดจิตสำนึกรักท้องถิ่นและความภาคภูมิใจในศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ดีงามของไทยในอดีต เกิดความผูกพันทางจิตใจ สร้างความรักความสามัคคี
- ปรับบริบทชุมชน: การสร้างโครงการ/กิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ้งภายในชุมชนประกอบด้วย บ้าน(ครอบครัวพ่อแม่) ศาสนสถาน (วัด) สถานศึกษา (โรงเรียน) ส่วนราชการท้องถิ่น(หน่วยงานและองค์กรภาครัฐ/เอกชน)ในชุมชน เป็นองค์ประกอบ ดังนั้นเพื่อให้การจัดกิจกรรมตอบสนองความต้องการของชุมชนสังคมในเชิงรุก มุ่งเน้นให้ครอบครัวทำกิจกรรมร่วมกันอย่างหลากหลายและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดเป็นครอบครัวเข้มแข็งและอบอุ่นขึ้นในสังคม
- กระยาสารท: ความเป็มชุมชนบนอาหาร สุขภาวะจิต วิญญาณและอีกพื้นฐานความสามัคคี

อธิบายภาพ : ชาวบ้าน บ้านตาลิน และชาวบ้านอำเภอหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ รวมตัวกันทำกระยาสารท ซึ่งเป็นเทศกาลการทำอาหารอย่างหนึ่งที่มีมิติความเป็นชุมชนและกระบวนการเชิงวัฒนธรรม ซึ่งก่อเกิดกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมและสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณของชุมชนขึ้นอย่างลึกซึ้ง วาดภาพโดย: ดร. วิรัตน์ คำศรีจันทร์เวทีคนหนองบัวในเว็บบล็อกโกทูโน
กระยาสารทกับมิติสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม:เวทีกิจกรรมที่สร้างสำนึกสาธารณะด้วยอาหารตามฤดูกาล
กระยาสารท เป็นหนึ่งในอาหารหวานที่แพร่หลาย ซึ่งในอดีตนั้นจะเป็นอาหารที่ทำขึ้นตามฤดูกาลเนื่องอยู่กับการทำบุญเดือนสิบ ดังปรากฏใน นิราศเดือน โดย หมื่นพรหมสมพัตร (นายมี ลูกศิษย์คนหนึ่งของสุนทรภู่) ว่า
“ถึงเดือนสิบเห็นกันเมื่อวันสารท
ใส่อังคาสโภชนากระยาหาร
กระยาสารทกล้วยไข่ใส่โตกพาน
พวกชาวบ้านถ้วนหน้ามาธารณะ
ถ้างามคมห่มสีชุลีนบ
แล้วจับจบทัพพีน้อมศีรษะ
หยิบข้าวของกระยาสารทใส่บาตรพระ
ธารณะเสร็จสรรพกลับมาเรือน
พอลับเนตรเชษฐาอุราร้อน
แสนอาวรณ์โหยให้ใครจะเหมือน
ไม่รู้ที่จะวานใครไปตักเตือน
ให้มาเยือนเยี่ยมพี่ถึงที่นอน..”
ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
และ กวีคลับดอทคอม : สังคมดีๆของคนรักกลอน
เครือข่ายเรียนรู้ความเป็นชุมชน ผ่านกระบวนการเรียนรู้เรื่องกระยาสารท: วิถีชีวิตชุมชนบนอาหาร




อธิบายภาพ: กระบวนการเรียนรู้เรื่องกระยาสารท กลุ่มผู้กระทำปรากฏการณ์ทางสังคม (Social Actors) ครั้งนี้ก็ได้แก่พระสงฆ์ ครู อบต. ครอบครัวพ่อแม่ แม่ทองเยื้อน,แม่ดำ,แม่ราตรี,แม่น้ำค้าง และเด็กเยาวชนตำบลท่ามะฟือง ภาพถ่ายโดย: พระนพรัตน์ โชติญาโณ
- กระยาสารท: เป็นเทศกาลอาหารในเดือน ๑๐ เช่นเดียวกับอีกหลายภูมิภาคของสังคมไทย ทว่า รสชาดและส่วนประกอบของกระยาสารท ตลอดจนรูปแบบการทำและเครื่องประกอบในการกินก็อาจจะแตกต่างไปจากแหล่งอื่นๆใ รายละเอียด เช่น ในบางปีที่น้ำท่าอุดมสมบูรณฺ์ ชุมชน/ท้องถิ่นได้ผลผลิตดี ชาวบ้านก็นำข้าวเปลือกไปแลกน้ำตาลและแบะแซไปทำกระยาสารทให้เครื่องถึงทั้งความหวานและมัน เหมาะสมที่จะกินกับกล้วยไข่ ชาวบ้านก็จะทำกระยาสารทให้เหมาะกับการกินกับกล้วยไข่ จะยากดีมีจนอย่างไร คนไทยในทุกท้องถิ่นที่จะต้องไม่ขาดจากการทำบุญ กุศล และกระยาสารทในแง่หนึ่งก็เป็นอาหารหวานที่เนื่องไปกับเทศกาลทำบุญเดือน ๑๐ มีนัยของการทำเพื่อสร้างบุญกุศล ชาวบ้านต้องคิดทำเหมือนเป็นการปฏิบัติสิ่งดี อาจแตกต่างกันไปในแต่ละปีบ้างแต่จะไม่ขาดดังนั้น ความเป็นกระยาสารท จึงเชื่อมโยงอยู่กับวิถีทำอยู่ทำกินของชาวบ้านอย่างใกล้ชิด โดยภาพรวมแล้วกระยาสารทกับคนในชุมชน/ท้องถิ่นก็เป็นลักษณะความร่วมกันอย่างหนึ่งของชุมชนที่ทำไร่นา ปลูกถั่วงา อ้อย มะพร้าว มีความสำนึกต่อการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนและกินข้าวเป็นอาหารหลักหรือเป็นสามัญลักษณะที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทยที่ยังมีความเป็นสังคมเกษตรกรรม เพียงแต่อาจแตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ซึ่งมักสะท้อนบริบทความเป็นท้องถิ่นพอสมควร
- การสร้างคความเป็นชุมชนบนกระบวนการทำกระยาสารท: การทำกระยาสารทนั้นมีจังหวะเคลื่อนไหวไปกับงานทำบุญงานประเพณี ทำให้เนื้อหากิจกรรมก่อเกิดขึ้นบนความสำนึกต่อการทำสิ่งดีงามเพื่อตนเองและสังคม เป็นวาระได้พัฒนาจิตใจ แสดงออกในความละเอียดประนีตทั้งศิลปะ การแต่งกาย ดังพรรณาในนิราศเดือนของหมื่นพหมสมพัตสรหรือนายมีศิษย์ของสุนทรภู่ ขณะเดียวกัน ก็เป็นอาหารหวานที่ต้องระดมความร่วมแรงร่วมใจช่วยกันทำหลายคน จึงเป็นเสมือนเวทีสร้างสรรค์ความเป็นสาธารณะซึ่งก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และเคลื่อนไหวชีวิตชุมชนหลายด้านให้ดำเนินไปอย่างมีชีวิตชีวา
- วัตถุดิบของกระยาสารทสะท้อนผลผลิตและความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน: การทำกระยาสารท จะอาศัยวัตถุดิบที่หาได้ในชุมชนและดัดแปลงส่วนประกอบต่างๆให้ เหมาะไปตามผลผผลิตที่ได้รับในฤดูกาลทำนาแต่ละปี ข้าวตอกจะทำจากข้าวเก่าที่ได้จากผลผลิตในปีที่ผ่านไป ส่วนข้าวเม่าก็จะเป็นข้าวใหม่ที่ได้จากปีปัจจุบันที่ทำกระยาสารท มะพร้าวก็จะหิ้วมาช่วยกันจากบ้านต่างๆคนละลูกสองลูก ถั่วงา น้ำตาล ก็จะหิ้วมารวมกัน ๕-๑๐ ครัวเรือน ส่วนผสมของกระยาสารทจึงมีความสัมพันธ์กับความรักความผูกพันและความร่วมแรงร่วมใจกันของชุมชนเมื่อรวมวัตถุดิบและรวมกลุ่มกันทำกระยาสารทเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะแบ่งปันกันทุกบ้านอย่างทั่วถึง ดังนั้น ในปีหนึ่งๆ รสชาด สัดส่วน ปริมาณและคุณภาพของกระยาสารท เช่น ความหวานหอมด้วยถึงน้ำตาลและข้าวเม่า ความเหนียวนุ่มด้วยถั่วแบะแซ ความหวานมันด้วยกะทิและถั่วงา เหล่านี้ ก็จะแตกต่างกันไปตามความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิต หากปีใดแล้งและผลผลิตไม่ดี กระยาสารทก็จะทำกันไปตามสภาพของสิ่งที่มีและหาได้ในหมู่บ้านบางปีอาจจะดัดแปลงทำให้ร่วนมากกว่าแหล่งอื่นเนื่องจากหลายแห่งของชาวบ้านทำน้ำตาลงบจากการหีบอ้อยและมีผลผลิตไม่ดีพอที่จะเอาข้าวเปลือกไปแลกน้ำตาลปีบ ถั่ว งา และแบะแซจากตลาดชุมแสง การลดน้ำตาลปีบและแบะแซก็จะทำให้กระยาสารทในปีนั้นๆร่วนและลดความหวานมันลงไปตามสภาวการณ์ต่างๆที่ชุมชนประสบ
- ความกตัญญูต่อธรรมชาติความรักความสามัคคีและการมีส่วนร่วมของปัจเจก การทำกระยาสารทจำเป็นต้องทำช่วยกันเป็นกลุ่มก้อนและมีการแบ่งงานกันอย่างซับซ้อน กระจายการมีส่วนร่วมได้อย่างทั่วถึงทั้งบนความแตกต่างระหว่างเพศชายหญิง ผู้สูงอายุ กลุ่มผู้ชายวัยแรงงาน กลุ่มสตรีแม่บ้าน เยาวชนและคนหนุ่มสาว ตลอดจนกลุ่มเด็กๆและเยาวชน กลุ่มผู้สูงอายุก็จะรวมกลุ่มสนทนาถึงสารทุกข์สุกดิบของลูกหลานพร้อมไปกับนั่งเก็บเปลือกถั่วงาและแกลบออกจากข้าวเม่า เด็กๆก็หาฟืนและวิ่งขนของช่วยผู้ใหญ่ ผู้ชายก็กวนส่วนประกอบต่างๆในกะทะใบบัวซึ่งต้องทนความร้อนและใช้ความแข็งแรงมาก กลุ่มคนหนุ่มสาวก็นั่งปลอกมะพร้าว ขูดมะพร้าว และคั้นน้ำกะทิ กลุ่มแม่บ้านก็คั่วข้าวตอก ขั่วข้าวเม่า ตำข้าวเม่าด้วยครกซ้อมมือ เด็กๆได้เรียนรู้ และพัฒนาตนเองจากหน่วยทางสังคมขนาดเล็กแต่มีพลังการหล่อหลอมที่รอบด้าน ทั้งด้านจิตใจ ทักษะชีวิต ทักษะการปฏิบัติที่เหมาะสมด้วยกาลเทศะ ความสำนึกต่อส่วนรวมและทักษะเชิงสังคม คนหนุ่มสาวก็ได้สร้างความสนิทสนมและเรียนรู้จิตใจกันและกันในท่ามกลางสายตาของผู้ใหญ่ ปัจเจกและครอบครัวก็ได้เรียนรู้ที่จะผสมผสานความเป็นส่วนตัวกับความเป็นส่วนรวมให้มีความสมดุล พอดี และพอเพียง
- ดูกระยาสารท....จะเห็นสุขภาวะและความอยู่ดีมีสุขของชุมชน ความอร่อยและองค์ประกอบความเป็นกระยาสารทจึงเป็นสิ่งบ่งชี้ความเป็นชุมชน ความสมัครสมานสามัคคี ความทุกข์สุขของชุมชนเกี่ยวกับผลผลิตจากการทำนาไร่ และสัมผัสได้ถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณของชุมชนได้เป็นอย่างดี การได้กินกระยาสารทบนศาลาวัดหรือในสำรับอาหาร แล้วได้เห็นความหวานมันและเห็นสัดส่วนของข้าวเม่าซึ่งเป็นข้าวใหม่กับปริมาณข้าวตอกซึ่งเป็นข้าวเก่า เห็นความเหนียวหรือความร่วนซึ่งบ่งบอกการต้องยอมทำกระยาสารทด้วยน้ำตาลอ้อยของตนเองในกรณีที่ผลผลิตในปีนั้นๆไม่ดี หรือว่าผลผลิตดีได้ข้าวเปลือกพอให้ไปแลกน้ำตาลปีบกับแบะแซจากตลาดซึ่งก็จะส่งผลต่อการได้ความหวานมันพอที่จะคิดเตรียมข้าวเปลือกไปแลกกล้วยไข่มากินกับกระยาสารท หรืออาจจะต้องงดกล้วยไข่และรสชาดกระยาสารทที่หวานมันเข้มข้นลงไป ให้สอดคล้องกับผลผลิตจากการทำนาทำไร่ที่ได้รับ ด้วยกระบวนการและความเป็นจริงอันเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบที่ซับซ้อน ครอบคลุมมิติต่างๆของชีวิตชุมชนและระบบนิเวศวิทยาสังคมวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นองค์รวมดังได้กล่าวมาโดยลำดับนี้ ก็จะทำให้เราสามารถอ่านสุขภาวะของชุมชนได้ทันทีว่า ในปีนั้นๆที่ได้กินกระยาสารท หมู่บ้านและชุมชน จะมีสภาวการณ์เศรษฐกิจและความอยู่เย็นเป็นสุขกันมากน้อยเพียงใด .
- หมายเหตุและเชิงอรรถบทความ: ขอบพระคุณ ข้อมูลบทความเรื่องกระยาสารท;ความเป็นชุมชนบนอาหาร สุขภาวะจิตวิญญาณ และอีกพื้นฐานความสามัคคีคนหนองบัว และบันทึกถ่ายทอดไว้ในเวทีคนหนองบัวโดย พระอาจารย์มหาแล ขำสุข (อาสโย) และโยมอาจารย์ ดร.วิรัตน์ คำศรีจันทร์ ในหัวข้อเดียวกันนี้ที่ dialogue box 757 ของเวทีคนหนองบัวในเว็บบล็อกโกทูโน
- เครือข่ายทางสังคม(Social Networks)ผ่านเรื่องกระยาสารท








อธิบายภาพ: “เครือข่ายสภาเยาวชนตำบลท่ามะเฟือง เรียนรู้ความเป็นชุมชน ”ภาพถ่ายโดย: พระนพรัตน์ โชติญาโณ


อธิบายภาพ: คุณอาจารย์ กูเกิ้ล
บทบาทหน้าที่/โครงการ/กิจกรรม ที่สร้างสรรค์
- โครงการทำบุญวันสารทไทย เป็นการทำบุญกลางปีตรงกับวันสิ้นเดือน 10 หรือวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 เชิญชวนเยาวชนไปร่วมทำบุญตามประเพณี
- โครงการ สร้างสังคมจิตอาสา ปลุกจิตสำนึกคนในชุมชนโดยเฉพาะเด็กเยาวชนให้รักท้องถื่นและมีความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษ เน้นสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีจิตอาสาในการรักษาสืบทอดมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชนให้ยั่งยืน
- โครงการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น/หัตถกรรม/ศิลปกรรมและศิลปะการแสดงประจำถิ่น สู่เยาวชนและผู้สนใจ
- โครงการรวมพลคนต่างวัยหัวใจใฝเรียนรู้
- โครงการปู่สอนหลานเล่นดนตรีไทย
- โครงการยายสอนหลานแกะสลักผลไม้
- โครงการอาสารักษ์สิงแวดล้อมในชุมชนให้ศาสนสถานเป็นผู้นำในการสร้างเยาวชนอาสาเพื่อกันดูแลแม่น้ำลำคลองให้สะอาด ฯลฯ
- โครงการร่วมปลูก/รักษ์ต้นไม้ยืนต้นของชุมชนและศาสนสถานเพื่อให้มีอากาศบริสุทธิ์เป็นปอดของชุมชน
- โครงการ/งานมะเฟืองหวาน...ที่ท่ามะเฟือง ฯลฯ
ข้อเสนอแนะเวทีต่อไป
- เวทีเรียนรู้ชุมชนเพื่อสร้างยุวมฆมานพแก่สังคมไทย
- เจริญพร อนุโมทนาบุญกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
สาธุ…