ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นนะครับอาจารย์

ผมอ่านสิ่งที่อาจารย์แชร์แล้ว เลื่อมใสมากครับ เนื่องจากตอนนี้เองผมกำลังจะต้องผ่านขั้นตอนนี้ในชีวิตไปให้ได้ ในอดีตผมก็ใจร้อนมากๆครับ ตั้งแต่มีลูกผมได้รับบทเรียนก็จากลูกนี่แหละครับที่ทำให้เราต้องอดทน อดกลั้น และเปิดใจที่จะรับฟัง (เด็กๆเวลาหิวเขาก็ร้องไห้ เวลาไม่สบายเขาก็งองแง) ถ้าเราไม่รู้จักที่จะฟังและทำความเข้าใจกับพฤติกรรมเหล่านี้ ตัวเราก็จะเป็นทุกข์เสียเอง

เช่นเดียวกับการทำงานในสังคมยุคปัจจุบัน ผมอยากใช้คำว่า "หนักแน่น" มากกว่า "ความอดทน" นะครับ อย่างอาจารย์เองมีความหนักแน่นเพียงพอและสามารถเปิดใจและแยกแยะการรับรู้สิ่งที่เขามาได้เป็นอย่างดีแล้ว สภาพอารมณ์จึงสงบนิ่ง ปราศจากการปรุงแต่งต่างๆ ปัจจุบันผมอาจลดความใจร้อนลงไปได้บ้างแต่ก็ยังเป็นความอดทน เสียมากกว่า เพราะบางครั้งผมก็จะมีความสะเทือนของอารมณ์อยู่บ้างแต่จะเก็บมันไว้ไประบายกับสิ่งที่เป็นความสุขเช่น เล่นดนตรี อ่านหนังสือ แล้วก็จะลืมมันไปได้

ผมเคยอ่านเจอในคำสอนของพระพุทธองค์ในทำนองว่า "หากเจ้าบ้านยกสำรับกับข้าวมารับรองเรา แต่เราไม่ปรารถนาในสำรับกับข้าวนั้น ท้ายที่สุดกับข้าวในสำรับก็จะต้องตกเป็นของเจ้าบ้านนั่นเอง" หากเขายกคำตำหนิติเตียนมาให้แต่เราไม่รับรู้เพราะมันไม่ใช่ความจริง ไม่รับเสียอย่างคนที่พูดออกมานั่นแหละครับเขาจะต้องรับผลกรรมในสิ่งที่เขาพูดไว้นั้นไปเองโดยไม่มีใครต้องไปยัดเยียดให้เขา

ขอบคุณครับที่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น และแชร์เรื่องราวที่มีสาระดีๆ