ขอบคุณครับท่านอาจารย์ขจิต ฝอยทอง เพราะการศึกษาในระบบของเรามีเป้าหมายอยู่ที่กระบวนการขั้นสุดท้าย (end)
คือการรับรอง เครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ในการรับรองก็คือ การวัดประเมินผลด้วยข้อสอบ เขาวัดผลสัมฤทธิ์หรือวัด
อะไรในระดับชาติ ก็คือคุณภาพระดับสุดท้าย ไม่ได้วัดว่านักเรียนมีการศึกษาตลอดชีวิตก็คือ สนใจค้นคว้าเรื่อง
ที่ขยายตัวเชื่อมโยงจากหลักสูตร สร้างองค์ความรู้ เพราะถ้าสนใจอย่างนี้อาจสอบไม่ได้ หรือสอบกลาง ๆ
หลายโรงเรียนสมัยก่อนที่เขาใช้กิจกรรมการบูรณาการหลักสูตรรวมกัน ใช้กระบวนการกลุ่ม หรือทักษะกระบวนการ
แต่สุดท้าย กลับสอบวัดระดับชาติหรือวัดผลด้วยวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาทักษะกระบวนการเป็นที่ตั้ง ติวเตอร์เขาเห็น
ช่องว่างตรงนี้ ซึ่งไม่ต้องทำหรือค้นคว้าอะไรมาก แค่เก็งข้อสอบ และเทคนิคการสอบ ก็จัดว่าเป็นการศึกษาที่มีคุณภาพแล้ว
เพราะเห็นว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่กระบวนการที่เขาคิดกันทำอย่างนี้ แต่จุดสำคัญอำนาจอยู่การวัดประเมินเพื่อต้องการ
ีที่จะรับรองมากกว่า และสุดท้ายก็เหมือนกัน ก็คือไม่มีพฤติกรรมในการศึกษาเรียนรู้ เพราะคำตอบที่ถูกต้องในการสอบ
คือการตอบให้ถูกใจคนออกข้อสอบ เมื่อได้ผลสัมฤทธิื์์แบบประเิมินค่าแล้วมีสองอย่าง คือ อหังการณ์คิดว่าการตอบข้อสอบ
ได้ถูกต้องคือความเก่ง ความมีคุณภาพ ส่วนผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคนิคของติวเตอร์คือคนจน ๆ ก็จะกลายเป็นคนมีคุณภาพ
(ตามนิยาม คุณภาพคือการวัดประเมิน) ก็จะคิดกลายว่าเป็นคนต่ำต้อยไม่เก่ง (เพราะไม่มีโอกาสทราบช่องว่างของการประเมินผล)
ผลระดับที่หนึ่งผลแห่งอหังการณ์ก็คือ เมื่อความถูกต้องได้ถูกรับรองแล้วก็จะไม่มีการศึกษาเรียนรู้ต่อ เพราะความรู้นั้นมีลักษณะ
เป็นพลวัตร ไม่หยุดนิ่ง ส่วนผู้ด้อยโอกาสทั้งหลายเมื่อไม่ผ่านคุณภาพ (คือทำข้อสอบไม่ถูก ไม่รู้เทคนิคการสอบ ไม่สามารถเข้าถึง
แหล่งความรู้ที่เจาะช่องโหว่ของการวัดประเมินผล) ก็จะประทับตราตนเองว่าไม่เก่ง ไม่มีกำลังใจในการศึกษาเรียนรู้ต่อไป
เพราะสิ่งเหล่านี้จะประทับตราเขาไปชั่วชีวิต ยกเว้นคนที่ฉลาดได้มองเห็นสาระจริง ๆ ก็จะเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้ความรู้แบบไม่หยุดนิ่ง
และพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างจริง ๆ