คงมองไปที่กระบวนการ (Process)เหมือนที่ท่าน ผอ.ให้ความเห็น และเห็นด้วยครับ เพราะเป็นส่วนสำคัญของความยุ่งเหยิงทั้งหลายภายในระบบ
ประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตของภาคเอกชน ไม่ได้เกิดจากการนำชุดสำเร็จจากห้อง Lab R&D มาใช้โดยไม่มีการปรับใหม่เลย สิ่งที่ได้เป็นกระบวนการที่ใช้อยู่จริงจะมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสายการผลิต ณ.จุดนั้นอยู่เสมอ เมื่อเวลาเปลี่ยนไปหรือมีปัจจัยอื่นๆเปลี่ยนไป กระบวนการอาจมีการปรับเปลี่ยนตามไปด้วย
การให้ความสำคัญกับกระบวนการนี้จึงได้มีผู้รับผิดชอบที่เรียกว่า Process Engineer เพื่อทำการศึกษาและพัฒนารูปแบบกระบวนการโดยเฉพาะ การศึกษาเหล่านี้รวมถึงการวิเคราะห์สิ่งที่ทำให้กระบวนการผลิตดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยมีต้นทุนน้อยที่สุด เช่นการหาจุดที่เป็นคอขวด(bottle neck) จุดที่อาจทำให้เกิดของเสีย(defective) จุดที่มีการรองาน(idle)และเรื่องของการจัดลำดับการเคลื่อนของงาน(process flow) เป็นต้น
สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือแม้กำเนิดของกระบวนการจะมาจากส่วนนโยบาย(ทฤษฎี) แต่กระบวนการที่นำมาใช้จริงจะต้องมาจากจุดที่ทำการดำเนินกิจกรรมหรือจุดผลิตจริง การผลิตสิ่งเดียวกันแต่ต่างสถานที่ต่างบริบทกันกระบวนการก็อาจต่างกันได้
หากเปรียบห้องเรียนเป็นไลน์การผลิต(production line) กระบวนการที่ใช้อยู่ก็ได้ถูกกำหนดมาจากระดับนโยบายจัดมาให้เป็นแพกเกจสำเร็จรูปที่ออกแบบโดยกลุ่มคนที่เรียกว่า "ผู้เชี่ยวชาญ" เรียบร้อยแล้ว การนำมาใช้หากผู้ปฏิบัติจะปรับเปลี่ยนให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงขึ้นหรือให้เหมาะสมกับหน่วยผลิต(ห้องเรียนและผู้เรียน) ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะพร้อมกับแพกเกจที่ให้มา เขาได้ให้คู่มือวิธีการปฏิบัติที่ไม่เปิดโอกาสให้ปรับเปลี่ยนอะไรได้อีกแนบมาด้วย
ที่สำคัญ..การปฏิรูปการศึกษาก็ไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้เลยเหมือนกัน..
ผมจึงไม่สงสัยครับว่าทำไมติวเตอร์เขาทำได้ดีกว่าการจัดการศึกษาในระบบ ทั้งที่เรามีครูที่มีศักยภาพแบบเดียวกันหรือมากกว่าแฝงอยู่ในระบบการศึกษาอีกมากมาย
(ผมนึกไม่ออกว่าได้ยินชื่อโรงเรียนของ ผอ. ที่ไหนมันคุ้นๆอยู่ ลองสืบค้นดูถึงได้นึกออก..บอกได้ด้วยความจริงใจครับว่าผมศรัทธา และถือว่าเป็นเกียรติที่ได้แสดงความเห็นครับ)