น้องตั๋ง
เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง..เพิ่งกลับมาจากค่ายคุณอำนวยฯ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ณ มหาชีวาลัยอีสาน ซึ่งริเริ่มโดยครูบาสุทธินันท์..ปราชญ์ชาวบ้าน นักพัฒนาได้เรียนรู้มากมาย จากเคยที่อยู่แต่ในกะลาครอบ (ใบใหญ่ซะด้วย) เราต่างใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ (ทั้งที่จริงมันก็แค่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในโลกใบนี้)เคยคิดว่าที่นี่ คือ เมืองศิวิไลซ์ ที่เป็นแหล่งสุดยอดความรู้ ความหรูหรา (เข้าใจไปเอง)เคยหลงว่าตัวเอง นี่ก็เจ๋งเหมือนกัน…ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับบริษัทฯ ชั้นนำ หุหุซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาทั้งนั้น..ไม่ยั่งยืน ไม่ยาวนานท้ายสุดก็คงต้องพ่ายแพ้กับของที่เป็นสิ่งที่แน่แท้…ที่ธรรมชาติสร้างมา ก่อนไปก็คิดว่า “ไปบุรีรัมย์ ไปทำไม” “ไปแล้วจะได้อะไร”เราอยู่ในบริษัทฯ คนเก่งๆก็เยอะ เราทำไมต้องไปดู ไปอยู่กับชาวบ้าน..กรอบความคิดเดิมๆ มันจัดการเบ็ดเสร็จ สิ่งที่ได้มา…. ผมถือว่ามีค่าต่อชีวิตผมมากมายช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น … ไม่มีคำบรรยายใด ๆ ที่บรรยายได้ครบทั้งการได้หันไปมองสิ่งรอบตัวมากขึ้น เช่น เรื่องของต้นทุนธรรมชาติการต้องเอาตัวรอดภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด โดยใช้ความรู้(แบบชาวบ้าน)เป็นกุญแจนำทางและอื่น ๆ มากมาย…อาจเรียกได้ว่าเป็น Natural Knowledge Management นั่นเองหลักก็คือ “ถอดรหัสความจริงที่อยู่ในธรรมชาติ มาประยุกต์ใช้ในชีวิตส่วนตัวหรือในองค์กร” พอได้กลับมาตกผลึกทางความคิด…ได้ปล่อยให้สมองและหัวใจใคร่ครวญและไตร่ตรองพบว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราหลงลืมไป โดยเฉพาะในเรื่องของ“บริบท”เราไม่สามารถตัดสินอะไรได้อย่างถูกต้องเลยหากเราไม่เข้าใจบริบทของเรื่องที่จะตัดสินใจได้ 100 % เราเคยหลงติดกับความคิดผุ ๆ ของตัวเองทำไมคนนั้นไม่คิดอย่างเรา ทำไมคนนี้คิดอย่างนั้น คิดอย่างงี้เมื่อได้เข้าร่วมค่ายนี้..แล้วความคิดก็เปลี่ยนไปหวนกลับไปคิดถึงสิ่งที่อาจารย์ ดร.วรภัทร เคยบอกอยู่เสมอว่าเราจะเข้าใจว่า ทำไมคนนั้นคิดอย่างนั้น ทำอย่างงี้..ได้เราจะต้องใส่ชุด หรือหมวก ที่คนคนนั้นใส่ อย่างน้อยสุด 3 วัน เพราะแต่ละคนมีความคิด แต่ละคนมีความเก่ง..ทั้งนั้นแม้แต่คนที่ฉลาดในบางเรื่อง ย่อมที่จะโง่ในบางเรื่องเช่นกันไม่แปลกเลยที่ว่า คนโง่ที่สุด ก็อาจจะฉลาดที่สุดในบางเรื่อง…(เรื่องโง่หรือฉลาดมันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนตัดสินต่างหาก) นั่นคือ เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง …และด้วยความรัก(Love) และความเชื่อใจ(Trust)ก่อให้เป็นTeam Learning ที่เราสามารถที่จะเรียนรู้กันและกันได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม “พูดกันมากขึ้น เข้าใจมากขึ้น โง่ลดลง” ซึ่งกว่าที่เราจะเห็นแสงสว่างของกันและกันเราอาจจะต้องมาจัดการในเรื่องของความรู้สึก ความคิดที่ไม่ดีในใจออกไป(โดยเฉพาะ Self-Ego.นั่นก็คือ การลดอัตตาฯของตนเอง)ซึ่งเป็นเรื่องของ “Soft Management” เราต้องเท่าทันความคิดที่เป็นตัวบล็อกการเรียนรู้และหาทางจัดการกับมันให้ได้ไม่งั้น เราก็จะไม่ฟัง ไม่เปิดใจรับรู้ เรื่องใหม่ ๆ … หากเรารู้จักฟัง รู้จักเลือกที่จะเอามาประยุกต์ใช้ประโยชน์ย่อมที่จะก่อผลดีให้แก่ตนเองและองค์กรไม่มากก็น้อยหากเรารู้จักใช้ประโยชน์จากแสงสว่างที่อยู่ในตัวของแต่ละคนย่อมที่จะรวมแสงสว่างให้สว่างมากยิ่งขึ้น ส่องสว่างให้กับประเทศ ให้โลกของเราต่อไป… ณ สถานที่สุดขอบฟ้าแห่งนี้นอกจากจะเป็นจุดเรียนรู้ของชีวิตแล้วยังเป็นจุดสร้างแรงบันดาลใจ..ของผมด้วยผมเชื่อว่า กว่าครูบาจะมีวันนี้ได้ชีวิตคงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ..เส้นทางชีวิตไม่ได้เป็นถนนคอนกรีต 8 เลน เป็นแน่ครูบาฯเป็นตัวอย่างที่ดีของคุณอำนวยครับ ทิ้งท้ายไว้ด้วยบทเพลงอันไพเราะ ที่เพิ่งเคยได้ฟังอย่างตั้งใจจนจบเพลง “ดีใจที่มีวันนี้ ดีใจที่มีพอเพียงดีใจที่มีเธอข้างเคียงทุกอย่าง เป็นดังฝันพอใจที่อยู่ตรงนี้ มีรักและความผูกพันรอยยิ้มที่เรามีทุกวัน คือรางวัลของฝันจากฟ้า” ฝากไว้ท่อนเดียวก็พอ ลองไปหาฟังและคิดเอาเองจ้า <p> </p>