เปิดใจสุภาพบุรุษทหาร ...“ไม่ใช่แค่ได้เป็น ต้องเป็นให้ได้”
พลเอก อภิชาต เพ็ญกิตติ
ปลัดกระทรวงกลาโหม
วันเสาร์ที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา รายการ Hard Talk Thailand คลื่น FM 90.5 กรมการพลังงานทหารออกอากาศประจำทุกวันเสาร์ เวลา 15.00 – 14.00 น. ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ และ คุณณัฐปภัสร์ พงษ์ประดิษฐ์ เชิญ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม มาพูดคุย ก่อนอำลาชีวิตราชการ
หลังจากทักทาย ดร.จีระ บอกกับ พล.อ.อภิชาต ถึงการเชิญมาพูดคุยในรายการว่า “ประทับใจในความสามารถ และ ความสุขุม ตลอดจนการวางตัวในการเป็นผู้นำทางทหาร” จึงอยากทราบถึงความเป็นสุภาพบุรุษทหารตลอดเวลา ได้รับการฝึกฝนมาจากไหน
พล.อ.อภิชาต บอกว่า “ผมค่อนข้างจะโชคดี ที่ในช่วงชีวิตของการรับราชการ ที่ได้มีโอกาสรับราชราชการในกองทัพบก คือที่กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งถือว่า เป็นกองทัพที่มีความสำคัญของกองทัพบก และช่วงนั้น ได้ทำงานช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบของกองกำลังรักษาพระนคร และมาเติบโตในช่วงที่มารับราชการในกองอำนวยการกลาง รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ หรือหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ซึ่งอยู่ในสังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุด หรือ กองบัญชาการกองทัพไทยในปัจจุบัน ซึ่งก็เป็นอีกระดับหนึ่งของการร่วมรบผสม ในส่วนของกองทัพบกเรียกว่า การปฏิบัติทางยุทธวิธี ที่สุดแล้ว ก็มารับราชการงานด้านนโยบาย ในสำนักนโยบายและแผนกระทรวงกลาโหม ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งถือว่าโชคดีของผม ที่ผ่านงานทั้งด้านผู้ปฏิบัติงาน การร่วมรบผสม และผู้ดูแลด้านนโยบาย
อจ.จีระ .- วางแนวชีวิตหลังเกษียณราชการไว้อย่างไร ?
พล.อ.อภิชาต.- โอกาสแรก ขอพักผ่อนกับครอบครัวก่อน ที่ผ่านมาได้ทำงานให้กับทางราชการตลอด ไม่ค่อยได้มีโอกาสอยู่กับครอบครัวเท่าไหร่ ทุ่มเทให้กับงานเสียส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นขอเวลาอยู่กับครอบครัว ดูแลเลี้ยงลูก เลี้ยงหลานไปก่อน
อจ.จีระ .- ผมประทับใจท่านมาก ในการทำงานช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองวุ่นวาย และหลังเหตุการณ์สงบ ทาง ศอฉ. ได้มอบให้ท่านทำงานด้านปรองดอง อยากให้เล่าถึงการทำงาน ว่า ได้ทำอะไรไปบ้าง
พล.อ.อภิชาต.- ตามคำสั่งที่ ศอฉ. ได้ตั้งมารับผิดชอบด้านการเยี่ยวยา พร้อมกับรับผิดชอบด้านการปรองดองไปด้วย ซึ่งเรื่องการเยี่ยวยา ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่มีศักยภาพในการที่เข้าไปดูแล เยียวยา ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้ที่มาชุมนุมกัน มาจากหลากหลายทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ต้องให้ความเป็นธรรามกับเขา และชี้แจงกับเขาให้เข้าใจ โดยเฉพาะผลกระทบกับเขาด้านจิตใจ ซึ่งขณะนี้มีหลายหน่วยงานเข้าไปดูแล ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข (จิตแพทย์) รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีครูเป็นจำนวนมากเข้าร่วมชุมนุมด้วย ซึ่งเรามองว่า เป็นความไม่เข้าใจของท่านมากกว่า จากการที่ไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ว่า การปกครองระบอบประชาธิปไตยข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
อจ.จีระ .- การเยียวยาจะทำต่อเนื่องไหม
พล.อ.อภิชาต.- คงต้องทำกันไปเรื่อย ขณะนี้ ทั้งกระทรวงศึกษา กระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงมหาดไทย ก็ยังดำเนินการอยู่ กระทรวงยุติธรรมก็มีส่วนร่วม ที่จะเข้ามาดูแล และให้ความเป็นธรรม โดยให้คำปรึกษาด้านกฎหมายต่อผู้ที่มาชุมนุม และประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่างๆ
อจ.จีระ .- ถือว่าเป็นข่าวดี หลัง 4 เดือนไปแล้ว ข่าวการทำงานเรื่องการเยียวยา ข่าวการทำงานร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ดูเหมือนว่าน้อยลงไป และในวันสองวันก็มีข่าวว่าจะมีการเคลื่อนไหวกันอีก ทาง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. รวมถึงท่านมีส่วนเข้าไปให้ความกระจ่างต่อคนเหล่านั้นอย่างไร
พล.อ.อภิชาต.- ในคณะของเรา ก็มีตัวแทน กอ.รมน. ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งเราก็ได้พูดกันในเรื่องนี้ และ กอ.รมน. ก็รับไปดำเนินการชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชน โดย กอ.รมน. ได้จัดชุดปฏิบัติลงพื้นที่ทันทีหลังจากเหตุการณ์ยุติลง ถึงขณะนี้ ทาง กอ.รมน. ก็ยังทำอยู่
อจ.จีระ .- เรื่องปรองดอง ที่ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งขึ้นมา ทั้งชุดของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ และ ชุดของ คุณหมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส รวมถึงท่านคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากนายกฯ ให้เข้ามารับบทเป็นประธานกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดง ได้มีการร่วมมือกันหรือไม่ หรือ มีการขอความร่วมมือ หรือ ขอข้อมูลมาบ้างไหม
พล.อ.อภิชาต.- ในส่วนของ ท่านคณิต มีการประสานงานกันตลอด และท่านอยากจะมาพูดคุยกับเราด้วย ในส่วนของ ศอฉ. ซึ่งท่านอยากทราบข้อมูลในการดำเนินการต่างๆ ซึงขณะนี้ ทาง ศอฉ. ได้เตรียมข้อมูลที่จะชี้แจงต่อท่านคณิตแล้ว
ส่วนคณะของท่านอานันท์ อดีตนายกฯ ทาง ศอฉ. มีคนส่งข้อมูลให้ท่านอยู่ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย
อจ.จีระ .- ศอฉ. ตั้งท่านปลัดโดยตำแหน่ง หรือ ตัวบุคคล ?
พล.อ.อภิชาต.- ตั้งโดยตำแหน่งปลัดครับ เมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้ว ปลัดคนใหม่ ก็เข้ามารับหน้าที่ต่อ
อจ.จีระ .- สนิทกันไหม กับ ปลัดคนใหม่
พล.อ.อภิชาต.- ท่าน พล.อ.กิตติพงษ์ เกษโกวิท เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นเดียวกัน เตรียมทหารรุ่น 8
พล.อ.อภิชาต.- ผมอยากจะเล่าให้ฟัง ในฐานะที่ผมเป็นนักวิชาการ ที่ไปสอนหนังสือ และพบปะกับชาวบ้าน โดยเฉพาะในภาคอีสาน และ ภาคเหนือ ไปก็ไม่มีใครโห่ เพราะผมไม่ใช่นักการเมือง ไปแล้วก็ยกปัญหาให้เขาเห็น ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เหมือนอย่างที่สมัยก่อน กอ.รมน. ลงไป สู้กับคอมมิวนิสต์ ก็มีคนพูดว่า กอ.รมน. ทำงานเข็มแข็ง ทำด้วยจิตวิญญาณ ความรักประเทศ มาระยะหลังๆ และจากการฟังการให้สัมภาษณ์ของท่านอภิชาต ซึ่งผมทำด้านทรัพยากรมนุษย์มา ก็ยังมั่นใจในแนวคิด และการต่อสู้ของท่าน และ กอ.รมน. ซึ่งจะต้องต่อสู้กันทางจิตวิทยา และเหตุผล จึงอยากจะถามถึงภาวะผู้นำ ว่า ได้มีการปลูกฝังไหม และด้วยวิธีใด
พล.อ.อภิชาต.- ในส่วนตัว ได้พยายามทำตลอด ทุกๆ วิถีทางบนพื้นฐาน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีในทางปฏิบัติต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ว่า ต้องทำอย่างไร อะไรต่างๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว ภาระหน้าที่ของทหาร ก็คือ ปกป้องสถาบัน ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ เพื่อชาติเกิดความมั่นคง ดังนั้น ในความเป็นผู้นำต้องทำตัวให้เป็นตัวอย่าง ให้ผู้ใต้บังคับบัญชายอมรับเรา บนพื้นที่ฐานที่เราต้องกล้าคิด กล้าทำ และกล้าที่จะพูด ในขณะเดียวกันเราต้องดูแลเรื่องสวัสดิการของเขา เพราะบุคลากรของเราค่อนข้างจะขาดแคลนในเรื่องสถานความเป็นอยู่ต่างๆ ซึ่งผู้บัญชาเขาต้องทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งผมลงไปดูเขาถึงระดับครอบครัวเขา ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนากำลังคนของเราให้มีความความรู้ ความสามารถ คือสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้งานของเราสำเร็จลุล่วง
พล.อ.อภิชาต ย้ำด้วยว่า นอกเหนือจากการทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชายอมรับในความเป็นผู้นำของเรานั้น เขาก็ต้องมีการพัฒนาด้วย และเป็นสิ่งที่เราต้องพยามทำ คือ ทำความเข้าใจกับเขา ซึ่งเขาคงไม่สามารถที่จะเป็นได้อย่างเราทั้งหมด เราเองก็ต้องทำความเข้าใจกับเขา ว่าในสิ่งที่เราทำไป บางครั้งก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการทั้งหมด เพราะเขาอาจคิดไม่เหมือนเรา อาจเข้าใจ หรือมีความสามารถเท่าเรา ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจกัน และให้อภัยกัน
อจ.จีระ .- ท่านอภิชาตได้รับปลูกฝังการเป็นผู้นำจากไหน จากครอบครัว จปร. หรือตัวเราเอง
พล.อ.อภิชาต.- เรียนว่า จากหลายๆ โอกาส จากครอบครัวก็มีส่วน เมื่อเข้าไปอยู่ในระบบของโรงเรียนทหาร เตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อย ก็มีการปลูกฝังกัน เผอิญผมได้มีโอกาสไปฝึกการเป็นผู้นำที่เกาหลี พร้อมกับท่านวิษณุ เครืองาม ครั้งหนึ่ง และมีโอกาสไปฝึกที่สวิสส์อีกครั้ง ไปฝึกเรื่องของการดูแลจิตใจตัวเองให้มั่นคง เป็นที่โชคดีที่ได้ไปเรียนสิ่งเหล่านี้มา
อจ.จีระ .- อยากจะเรียน ว่า ในอนาคตถ้าท่านมีเวลา ผมมีหลักสูตรสร้างผู้นำ ล่าสุด ที่ ป.ป.ช. ผมจะไปพูดเรื่อง “ผู้นำกับธรรมาภิบาล” ซึ่งไม่ได้ไปสอนเขา แต่จะไปฝึกให้เขาค้นหาตัวเอง ว่าเกิดมาเพื่ออะไร ทำไปทำไม อย่างนี้ โดยเฉพาะ เรื่องความนิ่งนี่สำคัญ ผู้นำบางคนว๊อกแวกกับสภาพแวดล้อม
พล.อ.อภิชาต.- ครับ ก็ขึ้นอยู่กับสภาพของแต่ละคนด้วย สภาพแวดล้อม ก็อย่างที่อาจารย์พูด ก็ถูกครับ คือ เราจะต้องควานหาตัวเราเองให้ได้ เราเองมีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไง ซึ่งผมเองก็จะพูดกับผู้ใต้บังคับบัญชาของผมตลอดว่า ในสิ่งที่ผมยึดถือตลอด ก็คือ ต้องรู้จักตัวตนของตัวเอง รู้จักตน รู้จักคน คือ รู้จักคนรอบข้างเป็นยังไง อะไรต่างๆ จะให้อภัยเขาได้อย่างไร และที่สุด ต้องรู้จักงาน งานในภาระหน้าที่ของเรา ซึ่งมันต้องพัฒนาตลอด ทุกคนต้องเรียนรู้ และ พัฒนาตัวเองให้สามารถทำงานได้ และ คติพจน์ของผมก็คือ “ไม่ใช่แค่ได้เป็น ต้องเป็นให้ได้” คือ “ทำงานในหน้าที่ อะไรก็แล้วแต่ ทำแล้วต้องทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ทำได้เท่านั้น”
อจ.จีระ .- มีทฤษฎีหนึ่ง ว่า “ผู้นำ ได้รับแต่งตั้งอย่างเดียวไม่พอ”
พล.อ.อภิชาต - ใช่ครับ ต้องได้รับการยอมรับด้วย
อจ.จีระ .- ถ้าจะแนะนำให้สังคม อย่างหลักสูตรที่ วปอ. ก็ดี ที่สถาบันปกเกล้า ก็ดี หรือ ที่อื่นๆ ถ้าจะให้ฝึกผู้นำให้ดีขึ้นท่านจะแนะนำอย่างไร เพราะส่วนใหญ่คนสอนก็จะสอนตามตำราเสียเยอะ
พล.อ.อภิชาต.- ขออนุญาต เรียนท่านอาจารย์อย่างนี้ครับ ผมเชื่อว่าท่านอาจารย์สอนตรงนี้ได้ จากที่ผมจับประเด็น และสังเกตท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ก็เป็นผู้ทุ่มเทให้กับเรื่องนี้ ผมมองว่า ส่วนหนึ่งการที่จะสอนเรื่องนี้ได้ ต้องรู้จักคน ก็คือ ที่มาของคน สภาพแวดล้อมของคนไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน เราจะต้องทำความเข้าใจเขา และก็เวลาเราจะถ่ายทอดความเป็นผู้นำให้เขา ก็คงไม่สามารถรับจากเราได้ทั้งหมด แต่เราก็ต้องเข้าใจเขา และให้เขาค่อยๆพัฒนา และให้เขาหาจุดอ่อนของเขาเป็นอย่างไร จุดแข็งเป็นอย่างไร แล้วนำมาเสนอ ในลักษณะการสื่อสารแบบสองทาง ซึ่งผมพยายามให้เกิดในสำนักงานปลัดฯ ขณะนี้
อจ.จีระ .- ประเด็นนี้ ผมเรียกว่า “สังคมแห่งการเรียนรู้” และผมก็ทำอยู่ ไม่ใช่ไปป้อนให้เขาอย่างเดียว ซึ่ง “ทุนมนุษย์” ผมเริ่มที่ธรรมศาสตร์เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว และ ตอนที่ผมไปพูดที่กองทัพอากาศ สมัย พลอากาศเอก ธนนิตย์ เนียมทันต์ (2540 – 2540) และ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุก (2548 – 2551) เป็นผู้บัญชาการ ผมสังเกตดูทหารพูดถึงผู้นำ บางครั้งพูดดีกว่าพวกที่สอนตาม NBA ซึ่งไปพูดถึงผู้นำด้านธุรกิจมากเกินไป ความจริงแล้ว ผู้นำอยู่ที่ไหนก็ได้
พล.อ.อภิชาต .- ใช่ครับ ตรงไหนก็สามารถเป็นผู้นำได้
อจ.จีระ .- นอกจากเรื่องปรองดองแล้ว ผมทราบว่า ท่านอภิชาตจะพูดเรื่องผู้นำได้ดี และเวลาผมไปพูด ไม่ว่าจะไปพูดกับหมอ หรือ พวกวิศวะ ผมก็จะใช้ผู้นำทางทหารเป็นตัวอย่างในการสร้างผู้นำ
อจ.จีระ.- บอกด้วยว่า มีอธิการบดีคนหนึ่ง ท่านเสียชีวิตไปแล้ว หมอณัฐ ภมรประวัติ (ศ.นพ.ณัฐ ภมรประวัติ ) ผมกับท่านเป็นที่ปรึกษาสมัยป๋าเปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี) ท่านณัฐ บอกว่า “อะไรเนี่ย เราไปเรียนวิชาอะไรเนี่ย เราไม่เคยเรียนยุทธวิธีของทหารเขาเลย รู้ไหมอาจารย์ ทหารเนี่ย เขาพลาด เขาตายนะ ไอ้นักวิชาการฝอยไปเรื่อย หรือนักธุรกิจเขาพลาด ล้มละลาย เดี๋ยวมันก็กลับมาอีก”
อจ.จีระ.- ย้ำว่า รายการ “Hard Talk Thailand” ของผม ก็อยากให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องผู้นำ ถ้าเป็นไปได้ ผมคงจะปรึกษาท่านอภิชาต และอาจจะเอาลูกศิษย์ที่กองทัพอากาศมาคุยกันเพื่อเขียนเป็นแนวให้สังคมในการสร้างผู้นำ โดยเฉพาะผู้นำทางทหารจะพลาดไม่ได้ พลาดถึงตาย
พล.อ.อภิชาต .- เสริมว่า ทางกองทัพอากาศได้พัฒนาเรื่องนี้ (ผู้นำ) ไปเยอะ ตั้งแต่สมัยท่านธนนิตย์ ท่านชลิต และขณะนี้ก็มีการนำหลักสูตรจาก Singapore Air Force ซึ่งเขาจะดูแลคนของเขาตั้งแต่ระดับล่าง ถึงระดับบน และจะมีแผนที่ชัดเจนว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำกองทัพ ไม่ว่า จะผบ.ทอ. ผบ.ทบ. หรือ ผบ.ทร. หรือ ผบ.สูงสุด อะไรต่างๆ ใครเป็นได้ ใครเป็นไม่ได้ ซึ่งขณะนี้ทางกองทัพอากาศก็มีตรงนี้อยู่ ในการคัดเลือกคนเข้ามาเป็นนักบิน
อจ.จีระ. ถามอีกเรื่อง คือ มองการเมืองในอนาคตอย่างไร ในฐานะที่ท่านเห็นการเมือง ทั้งข้างใน และ ข้างนอก
พล.อ.อภิชาต .- โดยส่วนตัว เป็นนักการทหาร จะให้ไปเล่นการเมือง ผมคงไม่ประสบความสำเร็จ แต่ในความคิดของผม คือ เราคงต้องช่วยกันดูแลการปกครองในระบอบประชาธิปไตย นั้นคือพื้นฐานของการเมือง ที่จะต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาของเราในเรื่องของประชาธิปไตย และผมคิดว่า เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องช่วยกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเล่นการเมือง แต่สามารถทำความเข้าในในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยให้เขาได้รู้ว่า ระบอบประชาธิปไตยจริงๆ เป็นอย่างไร คงไม่ใช่แค่ไปเลือกตั้ง แล้วก็ไปเรียกร้องผลประโยชน์อะไรต่างๆ ตามที่ต้องการแค่นั้น คงไม่ใช่
อจ.จีระ.- ทุกคนต้องช่วยกันอธิบายไช่ไหม ตัวผมเอง ก็มีทฤษฎีอันหนึ่ง คือ ถ้าการศึกษา มันดี คิดเป็น วิเคราะห์เป็น ประชาธิปไตยมันก็จะง่าย
พล.อ.อภิชาต .- ใช่ครับ
อจ.จีระ.- ท่านมองประเทศไทยในยุคโลกไร้พรมแดนอย่างไร เราเปิดประเทศเร็วไปหรือเหล่า
พล.อ.อภิชาต .- ในส่วนตัว ผมคิดว่า จริงๆ แล้ว เราก็จำเป็นต้องเรียนรู้ ทางด้านของความมั่นคงในอาเซียนเอง มันก็มีเวทีรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน มีการประชุมมาแล้ว 4 ครั้ง ขณะนี้เวียดนามเป็นเจ้าภาพอยู่ และก็มีการพูดกัน ตั้งแต่ครั้งเราเป็นเจ้าภาพเมื่อปีที่แล้ว ก็มีการพูดกันถึงการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งเวียดนามเขาก็กำลังจะจัดประชุมในเดือนตุลาคม วันที่ (ถ้าจำไม่ผิด) คือ 12 ตุลาคม มีรัฐมนตรีกลาโหมของประเทศคู่เจรจาอีก 8 ประเทศเข้ามาร่วม ตรงนี้ก็มีการพูดกัน มีการเตรียมการกันว่า สิ่งที่จะทำร่วมกันก็คือ อาเซียนต้องไม่กลัวการผลักดัน ขับเคลื่อน และประเทศคู่เจรจานั้น ก็จะเข้ามามีหน้าที่สนับสนุนในสิ่งที่เราต้องการแค่นั้น นอกจากนี้ จะมีการพูดกันในมติของศักยภาพทางกองทัพ ที่เขามีอยู่ มาช่วยดูแลประชาชนในภูมิภาคของเรา
อจ.จีระ.- อาทิ เรื่องภัยธรรมชาติ
พล.อ.อภิชาต .- ใช่ครับ