ตามความเห็นและประสบการณ์จริงของดิฉัน
ไม่ทราบจะตรงประเด็นของอ.จ.ไหม น่าจะเป็นเรื่องการทำธุรกิจ
ในตอนที่ทำอุตสาหกรรมอาหาร ส่งออก99%ในช่วงแรก เราหนักใจกับข้อกำหนดISO ของทางยุโรปเช่น การขายให้ Mark&Spencer/Tesco และการขายให้บริษัท Hunt and Wesson โดยมี US-FDAของอมริกา มาตั้งกฏเกณฑ์มาตรฐานกับเรามาก สินค้าทุกตัวทุกกล่องต้องมีรายงานการQC.จากเราเอง และรับรองจากการสุ่มตรวจของสถาบันอาหาร ม.เกษตรและจากกรมวิทย์ในบางครั้ง ยิ่งขายให้บริษัทใหญ่ๆ ยิ่งยุ่ง แม้ลูกค้าญี่ปุ่น ก็ไม่ยุ่งเท่า
เราเสียค่าใช้จ่ายไปมากในช่วงแรก กำไรน้อยมากๆในบางlot
แต่เราก็คุยกันว่า ถ้าเราทำให้เขาเชื่อใจได้ในคุณภาพ เราไม่เหนื่อยแล้ว เขาจะเป็นลูกค้าเราตลอด และจะแนะนำลูกค้ารายอื่นๆมาอีก
เราลงทุนทางด้านการทำLab เพิ่ม เป็น 3 ห้องใหญ่เลย จ้างนักวิทยาศาสตร์อาหารมาเพิ่มอีก สำคัญคือ เพิ่มแผนกพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริษัทลูกผลิตเมล็ดพันธ์เอง นำไปทำcontract farming ด้วย
ดิฉันว่าเศรษฐกิจพอเพียง ไม่เป็นสูตรสำเร็จ ไม่เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกนัก แต่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันมากกว่า นั่นคือ มีภูมิคุ้มกันจากประสิทธิภาพภายใน การพัฒนาคุณภาพ ให้สินค้า และกิจการเราเป็นที่น่าเชื่อถือ บำรุงขัวญ /ให้กำลังใจและไม่เอาเปรียบ พนักงานๆจะรักและภูมิใจในองค์กร อยู่กับเรานานๆจนมีฝีมือชำนาญ และตั้งใจผลิตสินค้าให้ตรงตามคุณภาพที่วางไว้ด้วยความเต็มใจ การสูญเสียใน line การผลิตก็น้อยค่ะ
อีกไม่นาน เราก็เห็นผล จากการยอมขาดทุนในช่วงแรกเป็นกำไร มีลูกค้ามากมาย และดิฉันก็นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ในปีที่ 4 เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ค่ะ