ตัวอย่างที่ว่าไปนี้ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับบริบทการบริหารจัดการที่กำลังพูดถึงกันอยู่โดยตรง แต่อยากชี้ให้เห็นว่า...

       กฎ 80/20 หรือ Pareto's Principle ที่สุดฮ็อต (และ mind-boggling) ในทางเศรษฐศาสตร์ ธุรกิจ และการบริหารจัดการนั้น แท้จริงแล้วสามารถประยุกต์ได้กับระบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางสังคมเท่านั้น แต่ยังใช้กับระบบที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ด้วย เนื่องจาก กฎนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยวเล็กๆ เสี้ยวหนึ่งของ Power Law ที่กว้างขวาง และครอบคลุมกว่านั่นเอง

       แต่กฎ 80/20 เป็นที่พูดถึงกันมากกว่า รู้จักกันมากกว่า เพราะว่า เรากำลังอยู่ในโลกของทุนนิยม ซึ่งขับเคลื่อนด้วยธุรกิจและเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั่นเอง - อันนี้เป็นมุมมองของผมเอง ใครเห็นเป็นอื่น เถียงได้ครับ ;-)

        ...และในที่สุดก็ถึงเวลา ขัดขา เล็กๆ ครับ

        เรากำลังพูดถึง ประสิทธิผล หรือความสัมฤทธิ์ผลของการจัดการ (ทุกมิติตั้งแต่ความรู้ อุปกรณ์ คน ฯลฯ) ซึ่งเป็นเป้าหมายและแนวคิดหลักของ วัฒนธรรมแห่งความสำเร็จ (Success Culture)

        การพูดถึงเรื่องเหล่านี้ในบริบทขององค์กรนี่ ผมไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะองค์กรทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นมาอย่างมีวัตถุประสงค์ มีพันธกิจหลักที่ต้องบรรลุ มิฉะนั้นจะมี (หรือจะรักษา) องค์กรนั้นไว้ทำไม

        อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกตว่า เดี๋ยวนี้เจ้าวัฒนธรรมแห่งความสำเร็จนี่ได้จะขยายครอบคลุมจนเกินงามไปแล้วหรือไม่ในบางเรื่อง เช่น เด็ก ถูกคาดหวังว่า ต้องเก่ง จะได้ทำให้พ่อแม่ ครู และคนรอบข้างภาคภูมิใจ

        และถ้าเก่งมากๆ ก็เอาไปทำการตลาด เพื่อให้บริการความเพลิดเพลินแก่สาธารณะได้ อย่างจะกรณีของน้อง....หลายๆคน ที่ถูกผู้ใหญ่รุมชื่นชมใช้งานอยู่ด้วยความเอ็นดูสุดๆ ตามสื่อกระแสหลัก (แรงไปอ้ะเปล่าหว่า :-P)

        เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงคำพูดของไอน์สไตน์ที่ว่า (ขออ้างอัจฉริยะซะหน่อย จะได้โดนอัดไม่ถนัด...อิอิ):

        "เมื่อผมไม่มีปัญหาพิเศษอะไรอยู่ในสมอง ผมชอบนำการพิสูจน์ทฤษฎีทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ซึ่งผมรู้จักมานานแล้วกลับมาทำซ้ำอีก ทั้งนี้ไม่มีจุดมุ่งหมายใดๆ เพียงแต่เป็นโอกาสให้ได้อยู่ในภวังค์อันรื่นรมย์แห่งการคิด"

         แบบนี้เรียกว่า สัมฤทธิ์ผล หรือ ความสำเร็จ (success) ได้ไหม? ผมว่าแล้วแต่การตีความ แต่ถ้าจะตีความเป็นความสำเร็จ ก็เป็นความสำเร็จแบบไม่ต้องไปแข่งกับใคร เป็นมิติของความเป็นมนุษย์ที่ถูกเบียดบังไปด้วยการแข่งขันในเรื่องต่างๆ ที่มากขึ้น และรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ

         อีกเรื่องหนึ่งคือ ผมคิดว่า วิธีการวัด หรือตัดสินความสำเร็จจากผลลัพธ์สุดท้าย หรือประสิทธิผลนี่ แม้จะชัดเจนดี แต่ดูเหมือนจะให้น้ำหนักกับมิติของกระบวนการระหว่างทางน้อยไปนิด  คล้ายๆ คนเดินทางที่ยึดเอาการถึงที่หมายเป็นหลักชัย รีบเร่งไปโดยละเลยความเพลิดเพลินของสิ่งต่างๆ ตามเส้นทาง อะไรทำนองนั้น (ผมอาจจะอ่านบทความไม่แตกก็ได้...เดี๋ยวสักพักจะกลับไปทบทวนอีก)

         สิ่งสารพันทั้งหลายที่ได้เรียนรู้ ค้นพบ หรือสร้างสรรค์ไว้ ตามเส้นทางนี่แหละครับ ที่วันหนึ่งอาจจะโผล่ออกมาในรูปแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อเวลาสุกงอม แม้ว่าในตอนจบของเส้นทางการาทำงานครั้งนั้นจะไม่สำเร็จก็ตามที

         ตัวอย่างง่ายๆ คือ การทำงานของยอดนักประดิษฐ์ทั้งหลายนั่นละครับ ไม่มีใครหรอกครับที่ลงมือครั้งแรก แล้วทำเสร็จออกมาใช้ได้เลย (ถ้ามี ก็คงฟลุ้กสุดๆ หรือไม่ก็เป็นสิ่งที่คนอื่นก็ทำได้)

         เอาตัวอย่างเป็นรูปธรรมเลย หากถามว่า ใครเอ่ยเป็นค้นประดิษฐ์หลอดไฟเป็นคนแรก?

         แว่บแรกเราคงคิดถึง Edison ใช่ไหมครับ?

         จริงๆ แล้วไม่ใช่ครับ คนที่ประดิษฐ์หลอดไฟมีหลายคน และคนแรกที่ทำให้หลอดไฟติดสว่างได้นานพอสมควรคือ Hiram Maxim

         แล้วทำไมคนถึงให้เครคิด Edison?

         เล่าแบบย่อๆ ได้ว่า เป็นเพราะ Edison มีคู่หูที่สามารถนำสิ่งประดิษฐ์ของเขาไปขยายผลออกไปในวงกว้างได้ แต่ Maxim ทำไม่สำเร็จ

         ทุกครั้งที่ Maxim นำหลอดไฟที่เขาคิดค้นขึ้นไปออกแสดง เขาจะโดนคนถามว่า "นั่นหลอดไฟของ Edison ใช่ไหม?" :-(

         เรื่องนี้ทำให้ Maxim ช้ำใจมาก จนคิดจะเลิกเป็นนักประดิษฐ์ไปเลย แต่เพื่อนของเขาคนหนึ่งแนะว่า คุณต้องสร้างอะไรสักอย่างที่คนต้องใช้เยอะๆ และใช้แล้วหมดไป....

          ปรากฏว่า Maxim เอาคำพูดนี้ไปทำจนสำเร็จ กลายเป็น ปืนกล ให้ทหารใช้งาน...รวยเละไปเลย และดัง (ในวงการนั้น) ด้วย

          แต่ประเด็นของผมอยู่ที่ว่า Maxim สร้างปืนกล ไม่ได้หรอกครับ หากก่อนหน้านั้น ไม่ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งความสำเร็จ (ที่มีน้อยกว่า) และความผิดพลาด (ที่มีมากกว่า) เอาไว้อย่างเพียงพอ :-)

............................................................................

ปล. วิเคราะห์ไปเรื่อยๆ นี่ทำให้เห็นตัวเองชัดขึ้นว่า ทำไมถึงออกจากตำแหน่งบริหาร (เกือบ) ทั้งหมดในองค์กรที่ตัวเองอยู่ ทั้งๆ ที่มีโอกาสโตไปได้เหมือนกัน ;-)