มีข้อสังเกตจากประสบการณ์ในทำนองเดียวกันมาเล่าครับ

โดยหน้าที่การงาน ผมเป็นคนที่ต้องสื่อสารความคิดกับคนเป็นจำนวนมาก แต่ตัวเองก็ไม่ใช่นักพูด แรกๆ เมื่อหลายปีก่อน ไม่มีความมั่นใจเลย จึงใช้สไลด์เป็นเหมือนเป็นบทพูด แม้ว่าคนจะบอกว่าเข้าใจ  แต่ผมรู้สึกว่ามันจืดสนิท

ต่อมาก็เปลี่ยนวิธีการ คือเปลี่ยนเป็นเล่าเรื่อง เล่าประสบการณ์ เรื่องพวกนี้เราผู้พูดไม่ต้องคิดเลย เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้วทั้งนั้น ทำมากับมือ สไลด์ก็เปลี่ยนไปเป็นข้อมูลประกอบ ภาพ แผนภูมิ เป็นเกร็ดของข้อความหลักที่ต้องการจะสื่อกับผู้ฟัง

feedback ที่ได้ กลับพบว่าผู้ฟัง ชอบมากกว่า เข้าใจมากกว่า กล้าถามมากกว่า บรรยายเสร็จแล้วเดินมาคุยเยอะกว่า แล้วการที่มีเกร็ด มีตัวอย่างมากขึ้น ทำให้เรื่องที่เล่าก็ฟังสนุกดี พบว่าผู้ฟังซึมซับประเด็นหลักไปได้ดีกว่า บางเรื่องแม้พูดไปหลายปีแล้ว หลายคนก็ยังจำได้

อันนี้อาจอธิบายได้ว่าเหมือนดูหนัง หากเราเดาเรื่องได้ทั้งหมด มันก็ไม่น่าติดตาม (การแก้ปัญหาโดยการเอา effect ต่างๆ มาใส่เพื่อแง้มทีละประเด็น กลับทำให้ควบคุมเวลาได้ยาก) พอไม่น่าติดตาม ก็ต้องถือว่าเราล้มเหลวในความพยายามที่จะสื่อประเด็นที่อยากจะบอกออกไป

วิธีการนี้ผมเอามาลองปรับใช้ในการเขียนบันทึก พบว่าใช้ได้เช่นเดียวกันครับ Page Visit เกินร้อยทุกบันทึก จำนวนข้อคิดเห็นก็ค่อนข้างมาก และมีคุณภาพดีด้วย

ที่ตลกก็คือเมื่อพูดเสร็จ  มีคนมาขอสไลด์ ซึ่งผมก็แจกไฟล์ไป แต่เมื่อนำสไลด์ไปให้ผู้อื่นที่ไม่ได้ฟังอ่าน กลับได้ผลไม่เหมือนกัน เพราะว่านั่นคือความแตกต่างระหว่างการฟังบรรยายกับการอ่านสไลด์ครับ เรื่องที่พูดไม่ได้เขียนในสไลด์ (ยกเว้นประเด็นหลักๆ) ถ้าไม่ได้ฟัง ก็อ่านสไลด์ไม่รู้เรื่อง

ขอบคุณสำหรับข้อมูลน่าสนใจครับ