ปัญหานี้ทุกภาคส่วนให้ความตระหนัก ตั้งแต่ กระทรวงฯ ,สพฐ, สพท. จนถึงโรงเรียน เพราะปัจจุบันการแก้ปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ของ นักเรียนนั้นกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน แปลกที่ทุกวันนี้คนได้เรียนหนังสือสูงขึ้น กว่าคนในสมัยก่อน แต่กลับอ่านหนังสือไม่ออก ในฐานะที่เป็นครูมัธยม ซึ่งเป็นระดับที่ผู้เรียนจะต้องอ่านออก เขียนได้คล่องแล้ว จึงมาถึงระดับมัธยม แต่ในร้อยละ 20 ของนักเรียนชั้น ม. 1 อ่านไม่คล่อง ร้อยละ 1 อ่านไม่ออก ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ ไม่ต้องพูดถึงเขียนหรอกครับ เขียนผิดกันเกือบทั้งห้อง สละกับวรรณยุกต์และพยัญชนะ ของนักเรียนบางคน เขียนสลับที่กัน จนอ่านไม่เป็นคำ
จากปัญหานี้ทำให้เป็นอุปสรรคในการสอนเนื้อหาที่จะต้องดำเนินสอนต่อไปให้บรรลุตามจุดประสงค์ของหลักสูตรที่วางไว้ ทางแก้ที่เคยทำในระดับมัธยม คือ
1. ให้ฝึกอ่านแบบนกแก้วนกขุนทอง ในส่วนของเนื้อหาที่เราเน้นและต้องการให้ผู้เรียนจดจำ ใครว่านกแก้วกับนกขุนทองไม่สำคัญงานนี้เห็นจะผิด เนื่องจากผู้เรียนอายที่จะให้อ่านออกเสียงเพียงลำพังตัวคนเดียว แต่ถ้าได้ออกเสียงพร้อมๆ กับเพื่อนจะทำให้มั่นใจขึ้น (ขั้นนี้จะทำให้การเปล่งเสียงของผู้เรียนชัดเจนขึ้น ฝึกอ่านออกเสียงให้รูปปากตรงกับเสียงที่เปล่งออกมา)
2. เฉพาะกลุ่มที่มีปัญหามากๆ ให้เพื่อน หรือ พี่ที่มีประสิทธิภาพการอ่านดี เป็นคนสอน (ลักษณะคล้ายกับคลินิกภาษา) และประเมินมาส่งครูในตอนกลางวัน พี่ๆ หรือเพื่อนๆ ก็จะมีแรงจูงใจเป็นคะแนน (ต้องมีไว้นิดหน่อย)
3. จากนั้นครูประมวลผลภาพรวมของการอ่าน และเจาะจงไปที่ปัญหาของการอ่าน เช่น อ่านวรรณยุกต์เพี้ยน อ่านออักษรนำไม่ได้ อ่านคำควบกล้ำไม่ได้ เป็นต้น ต้องนำมาแก้ที่ครู เนื่องจากนักเรียนจะต้องได้รับต้นแบบที่ถูกต้องจริงๆ ด้วยการสร้างสื่อ หรือแบบฝึกอ่านแจกลูกคำแบบโบราณเฉพาะของปัญหานั้นๆ (เพราะนักเรียนสมัยนี้ไม่ค่อยได้ฝึกแจกลูก)
จากแนวทางการแก้ปัญหาที่นำเสนอมาผลปรากฎว่า 80 % ของนักเรียนที่มีปัญหาสามารถแก้ไขได้และดีขึ้น (จากผลการรายงานการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียนโรงเรียนฯ รายงานถึงเขตฯ) แต่อีก 20 % พบว่าปัญหาที่นักเรียนอ่านไม่ออกนั้น ไม่ได้เป็นเพราะว่าอ่านไม่ได้ ประสมคำไม่ได้ แต่เกิดจากสภาพจิตใจข้างในที่เกิดความประหม่า หรือเกิดจากความกลัวที่จะผิด อาจจะเป็นเพราะว่าได้รับประสบการณ์ไม่ดีจากครูตั้งแต่สมัยประถมฯ ถึงขั้นนี้ก็ต้องใช้ทฤษฎีการเรียนรู้ของเด็กที่เกี่ยวข้องกับวุุฒิภาวะทางอารมณ์ ครูเลยต้องลดรังสีอำมหิตลงจะทำให้ผู้เรียนกล้าที่จะเข้าหา และพูดคุยได้ จึงง่ายต่อการเรียนรู้ (เทคนิคนี้ได้จากการดูงานที่โรงเรียนไผทอุดมศึกษา กรุงเทพฯ ศูนย์เด็กอัจฉริยะ)
แต่ยอมรับว่าวิธีนี้ใช้่เวลานานกว่าจะเห็นผล เป็นเทอม หรือเป็นปี สำหรับกรณีที่ปัญหาหนักๆ จริงๆ หากใครมีเทคนิคที่ได้ผลเร็วกว่านี้ นำมา ลปรร.กันดู