อ่านแล้วเหมือนจะดูดี แต่บทความนี้มีข้อบกพร่องหลายอย่างที่เห็นได้ชัด คือ

1. ตรงที่บอกว่า ทีมงานของเราได้ตรวจเช็คข้อมูลบนเว็บไซต์ของดาวเทียมเอ็นเอสเอส6 (www.lyngsat.com/nss6.html)  พบข้อมูลที่ระบุชัดเจนว่า ผู้เช่าสัญญาณของดาวเทียมเอ็นเอสเอส6 ที่ช่อง 11676 H นั้น คือ “เอเอสทีวี” หรือ “Asia Satellite TV”

ถ้า scroll mouse ไปดูหัวข้อมันจะเขียนไว้ชัดเจนเลยว่าเป็น ชื่อของช่อง หรือ channel name ไม่ได้บอกเลยว่าจะต้องเป็นชื่อของบริษัทที่ทำสัญญากับดาวเทียมเอ็นเอสเอส6 ดังนั้นการที่ชื่อ astv หรือ asia sattlelite TV ปรากฏขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

 2 ที่พูดว่า บริษัท A ที่ฮ่องกงนั้น มีตัวตนจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงนอมินี่ของเอเอสทีวี เพื่อให้มีข้ออ้างกับศาลปกครองสูงสุดในการเลี่ยงความผิดตามกฎหมายมาตรา 80 ของพรบ.วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ปี 2498 หรือเพื่อเลี่ยงภาษีที่ต้องจ่ายให้กรมสรรพากร

ตรงนี้พูดออกมาเลื่อนลอย ปราศจากหลักฐาน แสดงความไม่เป็นกลางทางการวิจารณ์อย่างเห็นได้ชัด ผู้เขียนจากไทยทาวน์ยูเอสเอนิวส์ คงไม่มีความรู้ภาษาและมารยาทของสังคมไทยเพียงพอเนื่องจากไม่เคยอยู่ประเทศไทย แต่ก็น่าเห็นใจ

3 "ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะยกมาพูดถึง ณ ที่นี้ก็คือการขายหุ้นเอเอสทีวีแก่ประชาชน ทั้งในและต่างประเทศ ทั้งที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล รู้อยู่แก่ใจว่าสถานีโทรทัศน์ของตน ไม่ได้จัดตั้งและดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากถึงที่สุด คำพิพากษาของศาลปรากฎออกมาว่าจะต้องปิดสถานี... ประชาชนตาดำๆ ที่หลงซื้อหุ้นของเอเอสทีวีไปจะทำอย่างไร..."

อืมนั้นมันก็เรื่องของผู้ซื้อหุ้น คุณไปยุ่งอะไรด้วย อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ไปหลอกลวงใคร เรื่องที่ astv ปล่อยสัญญาณยังไม่ถูกกฏหมาย ประชาชนเขาก็รู้กันทั่วอยู่แล้ว ถ้าastv ถูกปิดจริง วัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงานก็มีค่า ไม่ได้สูญเปล่า ประเด็นที่คุณหยายามจะสื่อคือ?????