ก่อนอื่นต้องขอสารภาพก่อนว่าก่อนจะเริ่มเขียนได้นี่ ผม (แอบ) ขออนุญาตปิดเพลงของคุณ K-jira ชั่วขณะ คือตอนอ่านผมก็ว่าดีนะครับ เพลินดี แต่ตอนเขียนตอบมันตะกุกตะกักชอบกล (สงสัย speaker ไม่ค่อยดีน่ะครับ)
สำหรับผม การประเมิน ก็เป็นการสื่อสารประเภทหนึ่งนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ เราสามารถที่จะ optimize (หรือ make it worst) จากองค์ประกอบสามประการคือ
- ผู้สื่อ
- ผู้รับ
- บริบท
ถ้าเราปรับแค่มิติใดมิติหนึ่ง เดี๋ยวจะประหลาดใจว่าทำไมประเดี๋ยว work ประด๋าวไม่ work นั่นเป็นเพราะเราอาจจะลืมอีกสององค์ไป คือ คนรับ และบริบท แต่เขียนไปเขียนมาจะกลายเป็นกระทู้ใหม่ ขอ respond แต่โจทย์คือ เทคนิกการประเมิน นั่นคือเอาเฉพาะ คนมีหน้าที่ประเมิน ก็แล้วกัน
- เตรียมใจ
- เตรียมวิธี
- ฝึกฝน
- sensitive
- ไร้กระบวนท่า
1. เตรียมใจ เป็นสิ่งที่ผมให้คะแนนความสำคัญที่สุด ผมเชื่อในอวจนภาษา เชื่อในเรื่องความเมตตากรุณา ความหวังดี นั้น สื่อสารกันได้ ขอเพียงออกมาจากใจเราจริงๆ ทีนี้ที่เราไม่ได้ตั้งใจก็มีบ่อย เพราะคนเรา ขาดสติ เป็นประจำ อะไรก็ไม่ร้ายเท่าคนที่มีหน้าที่ประเมิน หรือมีอำนาจให้ดีให้ร้ายคนอื่นได้มากๆจากคำพูดคำจา แล้วเกิดอาการขาดสติ หลุดจากการควบคุมเจตนา
ผมเคยเตือนน้องๆหมอเสมอ เวลาไปดูคนไข้ ไปสื่อสารกับเขานั้น อย่าลืมรวบรวมสติสร้างภูมิคุ้มกันจิตใจเราก่อนเสมอ เพราะความทุกข์แพร่ระบาดได้ และเราต้องทำทั้งป้องกันตนเองที่จะบาดเจ็บจากการแพร่ระบาดมาจากความทุกข์ของผู้ป่วยและญาติ (sympathy ไม่ใช่ empathy) และในขณะเดียวกันเราควรจะสามารถแผ่ความสุข ความเมตตากรุณา ไปเติมให้คนที่พร่องอยู่ได้ด้วย ถ้าคนประเมินอยู่ใน mode defensive ไม่ใช่ mode ปกติ ก็จะยิ่งแล้วกันไปใหญ่ จะเกิดพลังลบแผ่ซ่านออกมา ทั้งกาย วาจา ใจ ที่พูดดีก็กลายเป็นกระแนะกระแหน หรือประชดประชัน ที่จะติเพื่อก่อ ก็จะกลายซ้ำเติม ราดน้ำเกลือ รดอัลกอฮอล์
แต่ในทำนองกลับกัน ถ้าเตรียมมาดี บางทีพูดห้วนไปบ้าง สั้นไปบ้าง แต่ผมเชื่อครับว่า ความหวังดีนั้นมัน "รู้สึกกันได้" หนักจะกลายเป็นเบา จะเกิด "ติเพื่อก่อ" และตักเตือนมิใช่ดุด่า
2. เตรียมวิธี เทคนิกก็ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์เสียทีเดียว แต่อย่าเน้นมากครับ มันจะเหมือนละครเกินไป แต่ก็ไม่เสียหายที่จะคงหลักการสัมมาวาจา คือ ไม่หยาบคาย ไม่โกหก ไม่ส่อเสียด
3.ฝึกฝน เนื่องจากการสื่อสารก็เป็น psychomotor อย่างหนึ่ง เราก็สามารถทำให้เนียนขึ้น โดยการไม่ต้องจำ ทำเป็นการสนทนา เป็นธรรมชาติ เพราะไม่งั้นจิตบนริสุทธิ์เราจะถูก beta wave ของสิ่งที่เรากำลัง "ท่องบท" บดบังหายไปหมด
4. sensitive ตอนประเมิน ก็เหมือนกับการบอกข่าวร้ายแหละครับ ไม่ว่าจะเตรียมมายังไง ถ้าเราหวังดีต่อคนรับจริงๆ อย่าลืมสังเกตสีหน้าท่าทางต่างๆของคนรับด้วย เป็นคนที่มี ความไว ต่อความรู้สีกหน่อย อย่าเถรตรงมาก เพราะคนรับบางคนไม่ได้เตรียมตัว ต่อให้เราพูดดีอย่างไร เขาอาจจะ collapse ลงได้ง่ายๆ ถ้าเรามัวหลับหูหลับตาปาวๆไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์ที่หวังจะให้ได้ดี จะกลายเป็นตรงกันข้าม ฉะนัน้คนที่มีสาจาศักดิ์สิทธิ์ คือผู้มีอำนาจในการให้ดี / ให้ร้ายคนนั้น หัดปากหนัก ใจหนัก และ "ไว" ไว้ให้จงดี
5. ไร้กระบวนท่า ไม่ได้หมายถึง "มั่ว" แต่หมายถึงต้องสามารถยืดหยุ่น เพื่อให้ได้มาซึ่งผลที่เรามาประเมินไปทำไม เราไม่ได้มาประเมินเพราะเราถูกสั่งให้มา การประเมินนั้นเพื่อ พัฒนา ไม่ใช่มาทำโทษ ตราหน้า หรือ label ความเลว ความไม่ดี ยึดวัตถุประสงค์ข้อนี้ให้จงดี แล้วพลิกแพลงตามสถานการณ์ ขอเพียงปรัชญาหนักแน่นไม่คลอนแคลน มีเจตนาอันเปี่ยมเมตตากรุณาหวังดี เราก็สามารถจะช่วยเหลือผู้ที่ต้องการได้เสมอครับ
ขอมั่วมาเพียงแค่นี้ ขอบคุณครับ
PS: ขออภัยที่ตอบยาวกว่าตัวบทความจริง เผลอลืมไปว่าเป็น blog ตัวเอง !!!