ถึงเวลาแล้ว....ที่กำแพงธรรมชาติ กำแพงแห่งอาถรรพ์ กำลังจะขึ้นมาบดบังเมืองโบราณแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง ให้คงเป็นเมืองลี้ลับลึกลับ ....แต่คงจะไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้วเพราะว่าน้ำในบึงกะโล่จะต้องแห้งทุก ๆ ปี ...

ฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เกิดมาและโตมาได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในบึงกะโล่ตลอดเวลา....และเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่าในบึงกะโล่ของเราต้องมีสมบัติที่มีค่าอยู่จำนวนมาก เนื่องจากได้ฟังจากคนเฒ่าคนแก่ได้เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังมามากมาย....ว่าเมื่อก่อนเคยมีเรือสำเภาแล่นเข้ามาค้าขายและพักค้างแรมอยู่ในบึงแล้วเรือก็เกิดล่มขึ้นมา...

และในยามค่ำคืนที่ดึกสงัด...ฉันยังเคยได้ยินเสียงบรรเลงปี่ พาทย์ ระนาด คล้าย ๆ กับเสียงเครื่องดนตรีไทยที่อยู่ในวังหลวง.....ดังขึ้นมา....ดังบรรเลงลอยมากับสายลมเป็นระยะ ๆ

และในระยะเวลาวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็มักจะเห็นลูกไฟสีแดงขนาดใหญ่ ลอยปรากฎขึ้นบริเวณกลางบึงกะโล่ คนเฒ่าคนแก่บอกว่าเป็นดวงวิญญาณของสิ่งที่เรามองไม่เห็นในบึงกะโล่

เมื่อก่อนบรรดาพ่อแม่ ของฉันและชาวบ้านในหมู่บ้านยังเคยเข้าไปต้มเหล้าเถื่อนในบึงกะโล่กันอยู่...ได้เข้าไปโดยที่เท้าไม่เคยแตะถึงพื้นดินในบึงกะโล่เพราะว่าน้ำท่วมแล้วยังมีบรรดาหญ้าทั้งหลายขึ้นกันเป็นแพเต็มไปหมดบนพื้นน้ำ...ต้องอาศัยการแหวกหญ้าเป็นปล่อง ๆ เพื่อให้ถ่อเรือเข้าไปได้ถึงใจกลางบึงกะโล่....และน่าแปลกที่พบต้นโพธิ์ขึ้นอยู่กลางบึงกะโล่ ชาวบ้านเรียกว่าไดโพธิ์

ในวันที่พบวัตถุโบราณฉันก็ยังได้เห็นโพธิ์ต้นนี้อยู่...แต่เห็นเพียงแต่เหลือเป็นตอและรากเท่านั้น เนื่องจากย่อมเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา

ภูมิใจที่วัตถุโบราณได้ปรากฎขึ้นมาให้ลูกหลานของเราได้เห็นกัน...