สาระสำคัญอาจอยู่ที่ การแยกกิเลส ออกจากจิต เพราะจิตได้เรียนรู้ ว่า ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่เป็นที่ร้ก ที่ยินดีจะไม่ก่อทุกข์ นั้นไม่มี แม้แต่ตัวจิตเอง หรือ สิ่งที่ เห็นด้วยตา ได้ฟังด้วยหู ได้ดมด้วยจมูก ได้ลิ้มด้วยลิ้น ได้สัมผัสด้วยกาย ได้นึกคิดด้วยใจ ยิ่งยินดีมาก ยิ่งหวงมาก ยิ่งทุกข์มาก มนุษย์ เป็นสัตว์ ที่มีกิเลสมาก พร้อมกับมี สติ ปัญญามาก ถ้า ละราคะ โทสะ และ โมหะ ได้ไม่ให้มีส่วนเหลือ และละความยินดีในโลก ได้ ย่อม ปรินิพพาน ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราเหลือ อยู่คนเดียวในโลก ไม่มีคนอื่นและสัตว์อื่นไม่มี อะไรเหลือเลย เรา เรา เรา ขอ โอกาส นะคร้บ เรา ครับ จะอยู่อย่างไร จิตทุกดวงได้ถูก program ไว้ครับ ต้องย้อนกระบวนการ เข้ามาที่ ตัวจิตครับ TIME=ธรรม เวลาย่อมกลืนกิน สรรพสัตว์ พร้อมทั้งตัวมันเอง ม่านอวิชชา ก็ เหมือนม่านเวลาครับ จิตที่ปราศจากกิเลส นั้นเราจะสัมผ้สเค้าได้ต้องใช้ความเพียรและเวลาครับ หัดฝืน ฝึก และฝนครับ จิตมีกำลังเมื่อไหร่ ก็จะเห็น ครับ สังเกตุ ง่าย ง่าย ตอนร่างกายเริ่มติ่น แล้ว จิตเริ่มทำงาน อย่าปล่อยให้คิด รีบทำความตื่นให้ได้ จะเรียนรู้ได้เร็วครับ หาไปเถิดครับ ไม่มีในที่อื่น ไม่มีในอะไรหรอกครับ ไม่มีอายตนะใดใด ครับย้อนกลับ มาดูกาย ดูใจ ครับ เวลา หมดไปทุกขณะ ครับ แล้วดึงกลับก็ไม่ได้ ลองเอากิเลสของเราออกบ้าง เดี๋ยวก็ ถึงความสิ้นทุกข์ ครับเราต้อง เพียรพยายามของเราเองครับ พระพุทธเจ้าท่านชี้ทางไว้แล้ว ใช้ความสังเกตุ ผ่านม่านเวลา ครับ ขอให้โชคดี และมีความสุข ตลอตกาลครับ

http://www.sompongindustrial.com/