ขอบันทึกต่อยอดจากกรณีศึกษาเดียวกันในบันทึก http://gotoknow.org/blog/otpop/365916
ประเมินผลความก้าวหน้าหลังโปรแกรมกิจกรรมบำบัดในสัปดาห์ที่ 6
1. เด็กสามารถตั้งคอในท่านอนคว่ำและมองตามภาพหนังสือทางซ้ายขวาได้ดีขึ้นและนานขึ้นแต่ไม่เกิน 3 นาที
2. เด็กพยายามปรับศรีษะให้สมดุลกับการใช้แขนมือแต่ต้องประคองแนวตรงของร่างกายด้วย เมื่อค่อยๆ ช่วยเคลื่อนไหวสะโพกและขาสลับซ้ายขวา
3. เด็กพยายามเล่นน้ำลาย มองตาม ยิ้มสื่อสาร จ้องมองมือ ขยับมือเล่นคนเดียว ตื่นตอนกลางคืนและเล่นเสียง ไม่ค่อยร้องไห้โดยไม่มีความหมาย ส่งเสียงตามคุณพ่อได้บ้าง ฟังเสียงคุณแม่อ่านหนังสื่อ ใช้มือสองข้างจับหนังสือได้ดีขึ้นโดยต้องจับช่วยในท่านั่ง และใช้มือจับของเล่นนานเล็กน้อยและปล่อยได้
ประเมินประสิทธิผลของการฝึกของผู้ปกครอง จากการพัฒนาการรับรู้การเคลื่อนไหวของเด็ก 100% ในสัปดาห์ที่ 1 สู่การรับรู้การเคลื่อนไหวของเด็ก 70% + การเรียนรู้กิจกรรมการพัฒนาของเด็กที่มีเป้าหมายชัดเจน 30% นั่นคือเด็กไม่อยู่ว่างและเริ่มเรียนรู้และทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตได้เพิ่มขึ้นใน 6 สัปดาห์ คือ 30% และมีความจำเป็นต้องได้รับการฝึกกิจกรรมบำบัดที่บ้านเพิ่มเติม อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง กับนักกิจกรรมบำบัดทางด้านเด็ก ซึ่งผมส่งปรึกษาต่อและจะโทรสอบถามความก้าวหน้าในทุกเดิอนๆ ละ 1 ครั้ง นานจนกว่าจะเข้าสู่วัยเรียน
นอกจากนี้ผมเสนอแนะโปรแกรมที่ควรฝึกเพิ่มเติ่ม ได้แก่
1. การจับเด็กนั่งทำกิจกรรมจับหนังสือ โดยจัดระยะที่ท้าทายเด็ก คือ ผู้ปกครองอยู่ข้างหลังคอยกระชับข้อต่อคอและลำตัวไปพร้อมกับการช่วยเด็กใช้มือสองข้างหยิบจับหนังสือในทิศทางขึ้นลง (ซ้ายขวาหน้าหลังดีขึ้นแล้ว) จากนั้นห่างอยู่หน้าผู้ปกครองมากขึ้นในระยะที่ประคองไหล่-หลัง-กระชับข้อต่อข้างต้นไม่เกิน 5 ครั้งในทิศทางกดลงตรงๆ
2. การจับเด็กนั่งทำกิจกรรมหยิบของเล่น คล้ายข้อ 1. แต่ค่อยๆ ช่วยส่งของเล่นในระดับสายตาในทิศทางต่างๆ แล้วช่วยประคองค้างหยิบจับของเล่นนาน 5 วินาที บอกให้เข้าใจว่า "จับ" และ "ปล่อย" ทำซ้ำๆ
3. การจับเด็กตั้งคลาน จับสะโพกและต้นขาทั้งสองข้างในท่าลงน้ำหนักที่เข่าตั้งฉากกับเบาะ สังเกตว่า เมื่อเด็กมีการเคลื่อนไหวลำตัวบนไปข้างหน้า ให้ผู้ปกครองขยับขาสลับข้างกับแขน แล้วสังเกตการใช้มือลงน้ำหนักทรงตัวกึ่งคืบคลาน ไม่จำเป็นต้องฝึกคืบคลานไปข้างหน้า น่าจะหลอกล่อของเล่นหรือภาพหนังสือที่เด็กสนใจ ในทิศทางวนรอบเบาะ ไม่จำเป็นต้องซื้อเบาะราคาแพงๆ เหมือนในคลินิก
4. การส่งเสียงคุยกับเด็กเป็นคำหรือพยางค์เดียว โดยผู้ปกครองที่คุยด้วยอยู่ในระดับที่เด็กมองเห็น หากอยู่ด้านหลังขณะเด็กนอนคว่ำบนลูกบอลใหญ่ เพื่อกระตุ้นระบบการทรงท่าและการรับรู้เสียงพร้อมกันผ่านการเคลื่อนไหวในทิศทางหน้าหลังซ้ายขวาขึ้นลงบนบอลจังหวะช้าๆ และอาจบันทึกเสียงเด็กและผู้ปกครองให้เด็กฟังก่อนนอนได้ เพื่อเรียนรู้ข้อมูลเพื่อการสื่อสารในการพัฒนาของเด็กลำดับต่อไป
5. การฝึกคิดมองแบบก้าวหน้าและเชิงบวก ค่อยๆ วางแผนกิจกรรมการพัฒนาเด็กทีละขั้นตอนทีละเป้าหมาย มองจากความหมายของกิจกรรมการฝึกเชิงลึกและติดตามสังเกตผลความก้าวหน้า โดยเปิดใจไม่ปนความคิดขณะฝึกการพัฒนาเด็กทันที