“เพศศึกษากับพระภิกษุสามเณร”

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑๐. ยักขสังยุต]

๑. อินทกสูตร ๑๐. ยักขสังยุต

๑. อินทกสูตร

ว่าด้วยอินทกยักษ์

[๒๓๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาอินทกูฏ ซึ่งเป็นภพของอินทกยักษ์ เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น อินทกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า รูปไม่ใช่ชีวะ สัตว์นี้จะมีร่างกายนี้ได้อย่างไรหนอกระดูกและก้อนเนื้อมาจากไหนสัตว์นี้จะอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า รูปนี้เป็นกลละ๑ ก่อน จากกลละเกิดเป็นอัพพุทะ๒ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ (ชิ้นเนื้อเล็ก) จากเปสิเกิดเป็นฆนะ (เป็นก้อน) จากฆนะเกิดเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม ๓ ต่อจากนั้น ผม ขนและเล็บ จึงเกิดขึ้น ๑ กลละ หมายถึงรูปละเอียดมีลักษณะกลมใส ขนาดเท่าหยดน้ำมันที่ติดอยู่บนขนแกะซึ่งเหลือจากการสบัด ๓ ครั้ง

.....................................................................

(สํ.ส.อ. ๑/๒๓๕/๒๘๔, สํ.ฏีกา ๑/๒๓๕/๓๒๖)

๒ อัพพุทะ หมายถึงรูปละเอียดที่เกิดถัดจากกลละนั้นไป ๗ วัน มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ มีลักษณะเหมือนดีบุก

เหลว (สํ.ส.อ. ๑/๒๓๕/๒๘๕, สํ.ฏีกา ๑/๒๓๕/๓๒๖)

๓ ปุ่ม ๕ ปุ่ม หมายถึงในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดเป็นปุ่ม ๕ ปุ่ม คือ แขน ๒ เท้า ๒ ศีรษะ ๑ (สํ.ส.อ. ๑/๒๓๕/๒๘๕)

ความเห็นของมีทั้งฝ่ายไม่เห็นด้วยที่จะเรียนรู้ไม่สมควร ไม่เหมาะสม เพราะเป็นบรรพชิต ไม่เป็นเพื่อสงบระงับกิเลส

ความเห็นฝ่ายที่สมควรให้มีการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตต่อไปเมื่อเป็นฆารวาส

ขอความร่วมแสดงความเห็นด้วยว่า การเรียนไม่ผิด เพียงแต่การผู้ที่จะถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ออกมาเป็นใคร ถ่ายทอดลักษณะไหนจึงจะเหมาะสม จะพูดตรง ๆ หรือจะกล่าวอ้อม ๆ อย่างพระพุทธเจ้าตรัส เป็นข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ที่เป็นต้นการทำผิดเกี่ยวกับเรื่องเพศในประไตรปิฎกมีมากมายที่ได้บัญญัติเอาไว้สามารถค้นคว้าศึกษาได้ไม่ยาก เพียงแต่ให้ความสำคัญและสนใจที่จะศึกษา จึงได้ยกสูตรในพระไตรปิฎกตั้งไว้ให้เห็นลำดับการเจริญเติบโตในครรภ์ ส่วนการมีบุตร ต้องประกอบด้วย สภาวะที่เหมาะสม คือ หญิงอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ อยู่ร่วมกัน ชาย มีเพศสัมพันธุ์กัน มีสเปอร์มผสมกับไข่ที่ตกมีวิญญาณเข้ามาปฏิสนธิ จึงเป็นลำดับการเจริญเติบของเด็กในครรภ์มารดาจนกำหนดการคลอดออกมาอยู่รอดเจริญเติบโต จาก ทารก เด็ก เด็กโต วัยรุ่น เป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็นผู้ใหญ่ เป็นคนแก่ คนชรา แล้วตายไป ก็เข้าหลักปฏิจจสมุปบาท คือ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรามรณะ เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันมีความจำเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันให้อยู่รอดปลอดภัยจากภัยอันตรายรอบด้าน เมื่อบุคคลผู้มาก่อนย่อมผ่านร้อนผ่านหนาว ควรมีเมตตาบอกกล่าวผู้มาทีหลังไม่ว่าพระภิกษุสามเณรหรือเยาวชนของชาติ เพราะจะได้ไม่เกิดปัญหาสังคมตามมาแล้วมาแก้ไขทีหลัง

แต่บุคคลภายนอกที่เป็นฆารวาสมักไปตั้งความหวังไว้กับพระภิกษุสามเณรมากเกินไป ไม่ใช่การบวชเข้าจะประเสริฐสมบูรณ์เลยก็ไม่ใช่ จะเป็นการค่อย ๆ พัฒนา เรียนรู้ไป เพราะการบรรลุธรรมเป็นเรื่องยาก

สังคมคนโบราณจึงถึงปัจจุบัน ได้กลายเป็นมีประเพณีวัฒนธรรมสืบกันมา คือ ผู้ใหญ่ บิดา มารดา จะให้ลูกชายบวชก่อนแต่งงานออกเรือนไปถือว่าบุคคลที่บวชแล้วถือว่าเป็นคนสุกแล้ว เหมือนอาหารที่ปรุงเสร็จพร้อมรับประทานได้ (ถือว่าได้ผ่านเรียนรู้มาแล้ว) ถ้าเป็นสมัยก่อนถ้าใครไม่บวชก่อนจะไม่ยกลูกสาวให้ก่อนแต่งงานจะต้องถูกถามว่าบวชแล้วหรือยัง ปัจจุบันนี้ก็นิยมปฏิบัติกันอยู่แม้จะบวชไม่ถึงพรรษาก็ตาม

คงเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจ