ข้าพเจ้าแล้ว ส่วนใหญ๋ก่อนทำงานอันใด ยามว่าง ก็เข้ามานั่งอ่านข้อเขียนที่เขียนไว้ เมื่ออ่านจบ บางครั้งทำให้นึกว่า เราเขียนไปได้อย่างไร การเขียนในแต่ละครั้ง คงตอบได้ว่า หนึ่ง เป็นช่วงที่ไร้กาลเวลา ไร้การติดยึด ความคิดที่ได้ถูกสั่งสม ได้มองเห็นเรื่องอันหลากหลายรูปแบบ เกิดขึ้นมาเองอย่างปล่อยให้เคลื่อนไหลไป .... ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีคนสนใจอ่าน ที่เขียนขึ้นมานี้ ทราบอยู่ในใจเพียงคนเดียวว่า ทำแล้วมีความสุข ไม่ว่าจะทำสิ่งใด กวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน ซักเสื้อผ้า ชีวิตเราได้ก้าวข้ามข้อจำกัดเรื่องการแบ่งแยก ที่ก่อให้เกิดมวลทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ปราถนาที่จะพบทุกข์ เช่นเดียวกัน เราไม่สามารถวิ่งหนีความจริงอันเกิดขึ้นจากการคิดได้ เมื่อเราไม่วิ่งหนี ความทุกข์ใจได้ปลิดปลิวลอยไป หายไป ด้วยคงอยู่แต่สภาวะอาการอาการหนึ่ง .... อาการนี้ เป็นอาการเดียวกันกับพี่น้องทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นสภาวะแห่งความโกรธ ความเกลียด ความชิงชัง ความถือดี การยึดครอง การแก่งแย่ง สภาวะอาการนี้ คือสภาวะทางกายภาพของมนุษย์ทั่วทั้งโลก แต่สิ่งที่จะมีไม่เหมือนกัน คือการดำรงอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ อยู่ร่วมกับสภาวะดังกล่าว โดยไม่วิ่งหนีไปฝึกตนเองอยู่ตามถ้ำ ตามป่าเขาลำเนาไพร เราไม่สามารถที่จะวิ่งหนีความจริง ว่าเราเป็นเช่นไร ......ทางเลือกที่ถูกค้นหา คงไม่ใช่ทางออกสำหรับใครบางคน แต่ทางเลือกที่พาให้จิตฉันดำรงอยู่กับปัจจุบันขณะได้ คือการได้ท่องไปบนอานจักรยาน เมื่อได้ที่ได้ทางแล้ว ร่างกายเหมือนเคลื่อนที่ไปเอง ไปตามที่ใจลอยไป รับทราบและพูดคุยได้ สัมผัสได้ กับจิตวิญญาณภายในตน ...